BlOg....^ ^

Posted by Porntip on Jan 24, '08 2:26 AM for everyone

+ + บ๊าย บาย 350D + +

ในที่สุดก็ขายได้แล้ว ลาก่อน 350D ที่รัก .... แล้วฉันจะไปสู่ขอเธอนะจ๊ะ น้อง 40D

Review based on a production Canon EOS 40D

The EOS 40D becomes the sixth Canon 'prosumer' digital SLR, a line which started back in 2000 with the EOS D30, and how far we've come. It's been eighteen months since the EOS 30D and although on the surface the 40D looks like a fairly subtle upgrade there's a lot that makes this an even better camera. Of course we expect a step up in megapixels, and so the 40D comes with a ten million pixel CMOS sensor with the same sort of dust reduction as the EOS 400D, an ultrasonic platform which shakes the low pass filter. Other improvements bring the EOS 40D closer into line with the EOS-1D series, these include a move to the same page-by-page menu system, both RAW and sRAW (2.5 MP), 14-bit A/D converter and 14-bit RAW, cross-type AF points for F5.6 or faster lenses, a larger and brighter viewfinder, interchangeable focusing screens, a larger LCD monitor (3.0") and faster continuous shooting (6.5 fps).

Model line history

Model
Announced
Effective pixels
Auto focus
Continuous (JPEG) LCD monitor
EOS D30 Apr 2000 3.1 mp 3 point 3.0 fps, 3 frames 1.8"
EOS D60 Feb 2002 6.3 mp 3 point 3.3 fps, 8 frames 1.8"
EOS 10D Feb 2003 6.3 mp 7 point 3.3 fps, 9 frames 1.8"
EOS 20D Aug 2004 8.2 mp 9 point 5.0 fps, 23 frames 1.8"
EOS 30D Feb 2006 8.2 mp 9 point 5.0 / 3.0 fps, 30 frames 2.5"
EOS 40D Aug 2007 10.1 mp 9 point 6.5 / 3.0 fps, 75 frames 3.0" (Live view)

Canon EOS 40D vs. EOS 30D feature and specification differences

 
Canon EOS 40D
Canon EOS 40D
Canon EOS 30D
Canon EOS 30D
Weatherproof Battery door and storage compartment No
Sensor • 10.1 million effective pixels
• 5.7 µm pixel pitch
• 8.2 million effective pixels
• 6.4 µm pixel pitch
A/D converter 14-bit 12-bit
Image sizes • 3888 x 2592
• 2816 x 1880
• 1936 x 1288
• 3504 x 2336
• 2544 x 1696
• 1728 x 1152
RAW files • CR2 format, 14-bit
• RAW full resolution
• sRAW (2.5 MP)
CR2 format, 12-bit
RAW full resolution
Image processor DIGIC III DIGIC II
Dust reduction High speed vibration of filter None
Auto focus • 9-point TTL CMOS sensor
• Points cross-type for F5.6 or faster lens
• Center point additionally sensitive with lenses of F2.8 or faster
9-point TTL CMOS sensor
Metering range 0.0 to 20 EV 1.0 to 20 EV
Spot metering Approx. 3.8% at center Approx. 3.5% at center
Auto ISO ISO 400 to 800 / 100 to 800 depending on exposure mode ISO 100 to 400
Kelvin WB 2500 - 10000 K in 100 K steps 2800 - 10000 K in 100 K steps
Viewfinder • 95% frame coverage
• Magnification: 0.95x
• Eyepoint: 22 mm
• 95% frame coverage
• Magnification: 0.90x
• Eyepoint: 20 mm
Focusing screen • Interchangeable precision matte
• Two other screens available
• Fixed precision matte
Viewfinder info Now includes ISO sensitivity, B&W icon  
LCD monitor • 3.0 " TFT LCD
• 230,000 pixels
• 2.5 " TFT LCD
• 230,000 pixels
LCD Live View Yes, including mirror-drop AF No
Main LCD settings display When changing settings such as AF mode or White Balance No
Tilt correction Yes No
Opening CF door Warning message shown Power down, loses images
Mirror lock-up Single or multiple exposures Single exposures
Mirror mechanism Motor up / down, quieter, faster Spring up / motor down
Playback modes Exposure line at top in single image view No exposure in single image view
User modes Three custom user modes on mode dial No user modes
High-speed continuous • 6.5 fps
• Up to 75 JPEG Large/Fine images
• 5.0 fps
• Up to 30 JPEG Large/Fine images
Portrait grip WFT-E3/E3A, BP-E2N, BP-E2

BP-E2

Wireless connectivity • WFT-E3/E3A
• Integrates as vertical hand grip
• WFT-E1/E1A
• No grip
Menu UI Same as EOS-1D series Same as previous xxD series
Menu languages 18 15
Custom functions 24 19
AF-ON button Rear 'under thumb' None
Rear buttons • Direct print
• Menu
• Play
• Erase
• Jump
• Info
• Picture Style
• Direct print
• Menu
• Info
• Jump
• Play
• Erase
Top right buttons • Lamp
• Metering / WB
• AF / Drive
• ISO / Flash comp.
• Lamp
• AF / WB
• Drive / ISO
• Metering / Flash comp.
Dimensions 146 x 108 x 74 mm(5.7 x 4.2 x 2.9 in) 144 x 106 x 74 mm (5.6 x 4.2 x 2.9 in)
Weight • No battery: 740 g (1.6 lb)
• With battery: 822 g (1.8 lb)
• No battery: 706 g (1.6 lb)
• With battery: 785 g (1.7 lb

EOS Integrated Cleaning System video


Posted by Porntip on Aug 7, '07 6:19 AM for everyone

~εïз~ ฉันรักเธอ - มอส ทาทา ~εïз~

 

ก็เพราะฉันเองนั้นยังไม่แน่ใจ
ก็เพราะฉันอายถ้าเธอจะรู้
ก็ได้แต่เพียงเฝ้ามองเธออยู่

บ่อยครั้งที่เธอต้องการจะฟัง
แต่ว่าฉันเองยังต้องการจะเก็บไว้
บอกเธอวันนั้นมันอาจเร็วไป

จะบอกเธอวันนี้..ให้เธอฟัง หวังว่าไม่ช้าเกินไป
ที่บอกเธอวันนี้..เพราะมั่นใจ ฉันรักเธอ

ก็เพราะฉันเองไม่เคยมีใคร
ก็เพราะไม่เคยได้เจอใครอย่างนี้
อยากจะกลั่นกรองหัวใจให้ดี

ถึงแม้จะช้า แต่ฉันไม่เคยลืม ยังเก็บเอาไว้ทุกเวลา
อยากให้เธอได้เห็นคุณค่า เมื่อเวลาที่บอกกับเธอ


ฉันรักเธอ

 

 

http://i193.photobucket.com/albums/z286/Nilz_bucket/t282s.swf

Attachment: 2_e.gif

Posted by Porntip on Aug 7, '07 4:05 AM for everyone

~εïз~ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม - บิลลี่ โอแกน ~εïз~

 

ใครจะมีสตางค์ก็มีไป
ใครจะไปเหยียบดาวก็ตามใจ
ใครจะคอยแข่งกันไปไหน
ปล่อยตามใจเขา
ขอแต่มี แต่เธอ แต่เธอ ก็พอใจ
เงินและทองอะไร ก็ไม่เอา
มีแต่เธอก็ลืมความเหงา
นั่นก็พอแล้ว

สิ่งใดดูเหมือนมีค่า ค้นไขว่และคว้ากันไป
ไม่ขอยืดยื้อให้เหนื่อยใจ ฉันขอเธอคนเดียว
โลกกลมกลมจะเป็นของใคร
ไม่เคยจะข้องเกี่ยว
มีแต่เธอผู้เดียวก็สุขใจ
เธอให้ใจจริงแท้และมีความหมาย
เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

เธอให้ใจจริงแท้ และมีความรักให้
เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

 

http://img512.imageshack.us/img512/3554/nilz343snr7.swf


Posted by Porntip on Aug 7, '07 3:55 AM for everyone
~εïз~ เพราะเธอหรือเปล่า - ดิ อินโนเซ้นท์ ~εïз~

คนที่เคยห่วง คนที่เคยอยู่ เคยคู่เคียงข้าง
คนที่เคยบอก คนที่เคยฝาก
เคยรักกันมาก แล้วมาจากกันไป

เป็นความทรงจำ ความผูกพันยังคงย้ำเตือนอยู่
ความจริงในใจ ก็รู้ว่าคงไม่อาจลืมคนเคยดูแล
เคยห่วงใยกันเพียงแค่วันก่อน ยังคงอาวรณ์ เฝ้าคิดถึงคนที่ห่างไกล

เพราะเธอรึเปล่า ก่อนไม่เคยเหงาเพราะเธอรึใคร
ก่อนไม่เคยรู้ใจกันจนวันที่เธอต้องไป ฉันเคยสุขเพราะใคร

คนรักคนหนึ่ง เคยซึ้งเกินกว่า คนที่มองค่าความจริงใจแค่เพียงผ่าน
คนที่เคยใกล้ วันนี้ใกล้ห่าง ใครรู้ใจบ้าง ก็มีแต่เพียงเธอ

ไม่เคยเหงา เพราะเธอรึใคร ไม่เคยรู้ใจกัน
จนวันที่เธอต้องไป เธอรึเธอ รึเธอ

http://img91.imageshack.us/img91/5358/nilzprotherruplowqk9.swf

 


Posted by Porntip on Aug 7, '07 1:26 AM for everyone

~εïз~ ฝากรัก - ดิ อินโนเซ้นท์ ~εïз~

 

ด้วยรักอยากฝากไว้ ในหัวใจที่หมายมั่น
ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

อยากจะจองตัวเธอเป็นของฉันคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวอยู่นานเท่าไหร่
เห็นเธอก็อยากสมัครใจขอโปรด ทราบเอาไว้ดวงใจฉันให้เธอครอง

แอบมองอย่ามองค้อน
ขออ้อนวอนเมตตาสักหน่อย
รู้ไหมใครเฝ้าคอย
ส่งยิ้มให้หน่อยนะจะพลอยชื่นใจ

หากเธอมีไมตรีมารักกันดีกว่า จะพาสู่ความซึ้งทรวง
รักเธอก็สุดจะห่วงหวงแสนเจ็บ
หากเธอลวงดวงใจไปฉันตรม

ด้วยรักอยากฝากไว้ ในหัวใจที่หมายมั่น
ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

อยากจะจองตัวเธอเป็นของฉันคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวอยู่นานเท่าไหร่
เห็นเธอก็อยากสมัครใจขอโปรด
ทราบเอาไว้ดวงใจฉันให้เธอครอง

ด้วยรักอยากฝากไว้ ในหัวใจที่หมายมั่น
ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

 

 

http://img291.imageshack.us/img291/2848/nilzfakruxch6.swf


Posted by Porntip on Jun 22, '07 6:12 AM for everyone

ในระยะเวลาที่ผ่านๆมา มีผู้ถามคำศัพท์เกี่ยวกับการถ่ายภาพและศัพท์ที่ใช้ในการล้างฟิล์ม-อัดขยายภาพ เข้ามาแยะมาก ส่วนใหญ่ก็จะตอบให้เป็นการส่วนตัวบ้าง ทาง email บ้าง ทางโทรศัพท์บ้าง และในช่วงจัดกิจกรรมบ้าง ผมได้รวบรวมคำศัพท์เอาไว้แยะพอสมควร คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน หากนำมา post ขึ้นบน web ให้ทุกคนอ่าน และจัดนำเก็บเข้าห้อง "บทความ" เรียงตามตัวอักษรให้เรียบร้อย เพื่อให้ใช้ค้นหาได้ในภายหลัง

วันนี้ขอให้เอาไว้สิบคำก่อน ไม่ใช่เป็นการแปลคำศัพท์ หากแต่เป็นการอธิบายอย่างคร่าวๆพอให้เข้าใจ และจะไม่เรียงตามตัวอักษรเพราะจะตอบตามที่ได้จดเอาไว้ว่ามีใครถามอะไรมาบ้าง

Zone Focusing ในการถ่ายภาพกีฬา หรืออื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผู้ถ่ายภาพอาจจะไม่มีเวลาพอที่จะตามจับโฟกัสภาพให้ชัดได้ทัน จึงต้องมีการกะระยะของสิ่งที่ต้องการถ่ายให้อยู่ในจุดที่ต้องการ ที่ได้เลือกไว้โดยการปรับหน้ากล้อง (เลนส์) ให้อยู่ในระยะที่ต้องการ ด้วยการหาตำแหน่งของสิ่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถมองเห็นในช่องมองภาพได้ชัดเจนเป็นหลัก ตั้งระยะโฟกัสและปรับความชัดลึกที่กระบอกเลนส์ให้ควบคุมบริเวณของความชัดลึกที่ต้องการเพื่อเตรียมพร้อมในการถ่าย เมื่อถึงเวลาถ่ายก็แพน (pan) กล้องตามสิ่งที่ต้องการถ่าย รอให้ไปถึงตำแหน่งที่ได้ตั้งระยะเตรียมไว้แล้วจึงค่อยกดชัตเตอร์ อาจจะเรียกกันว่า "การปรับชัดเฉพาะช่วง"

Bulb Exposure จุดตั้งเวลาในการถ่ายภาพ (shutter speed) ซึ่งแสดงเป็นอักษร B ที่ปุ่มปรับเวลา (speed dia) บนกล้องรุ่นเก่าๆ เมื่อปรับตั้งเวลาในการถ่ายภาพที่จุดนี้แล้ว เวลากดชัตเตอร์ม่านชัตเตอร์จะเปิดค้างอยู่ตลอดเวลาที่เรากดปุ่มชัตเตอร์หรือปุ่มที่สายกดชัตเตอร์อยู่ และม่านชัตเตอร์จะปิดต่อเมื่อเราปล่อยนิ้ว ปุ่มนี้ใช้ในการถ่ายภาพที่ใช้เวลานานเกินกว่าที่กล้องได้จัดเตรียมไว้ให้บน speed dial หรือแป้นตั้งเวลา

Bayonet Mount  เป็นชื่อเรียกของลักษณะการประกอบฐานยึดเกี่ยวเลนส์กับกล้องเข้าด้วยกัน โดยที่ด้านท้ายของเลนส์และที่ช่องรับเลนส์ที่ตัวกล้องจะได้รับการประดิษฐ์ให้้หมุนเข้าล็อคที่สัมพันธ์กัน หรือที่เราเรียกกันว่า "ระบบเขี้ยว"

Lamphouse หมายถึงจุดที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงของเครื่องอัด-ขยายภาพ หรือเครื่องฉายสไลด์ ปรกติจะเป็นแสงที่อยู่ในกล่องที่ได้รับการปิดกั้นอย่างมิดชิด ไม่ให้ส่องลอดออกมาอันจะทำให้กระดาษ fog ได้ เช่นในกรณีย์ของหัวเครื่องอัด-ขยายภาพ และมิให้ส่องออกมารบกวนสายตาดังในกรณีย์ของเครื่องฉายสไลด์ ที่ Lamphouse นี้จะมีช่องระบายอากาศเพื่อมิให้เกิดความร้อนจนเกินไป

Loupe หรือเลนส์ขยายที่ใช้ส่องดูสไลด์หรือเนกาตีฟ เพื่อตรวจดูความชัดก่อนที่จะนำสไลด์หรือเนกาตีฟไปอัด-ขยายหรือนำไปใช้งาน ปรกติจะใช้ตรวจดูบนกล่องไฟ (light box) บางครั้งช่างภาพที่ใช้กล้องขนาด 4X5 หรือใหญ่กว่า จะใช้ตรวจความชัดของสิ่งที่จะถ่ายบน ground glass ที่หลังกล้อง

Monochrome ไม่ได้แปลว่าขาว-ดำ หากแต่หมายถึงภาพที่มีโทนสีโทนเดียว ไม่ว่าจะโทนใดก็ตาม เช่น โทนน้ำตาล หรือ Sepia โทนน้ำเงิน หรือ Blue Tone โทนสีเทา หรือ Black and White หรือที่เราเรียกกันว่าภาพ "เอกรงค์"

Original ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะในวงการถ่ายภาพด้วยฟิล์มเท่านั้น ซึ่งคำนี้หมายถึง (1) ฟิล์ม (เนกาตีฟหรือสไลด์) ที่อยู่ในกล้องในขณะที่ใช้ถ่ายภาพ (2) ภาพที่ได้รับการอัดขยายมาจากเนกาตีฟหรือสไลด์โดยช่างภาพเอง
หรือที่ช่างภาพเป็นผู้ควบคุมในขณะการทำงาน

Unipod หมายถึงขาตั้งขาเดียว ปรกติจะเป็นท่อกลม ซึ่งส่วนใหญ่จะมี 3 ช่วง สามารถปรับให้ยาวและสั้นได้ ใช้สำหรับช่วยประคองกล้องให้มั่นคงในการถ่ายภาพยามที่แสงน้อยและใช้ขาตั้งสามขา (Tripod) ไม่ได้ หรือเพื่อความสดวกในการพกพาเพราะจะเบากว่า แต่ทำงานไม่ได้ดีเท่า ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า Monopod

Useful Life หมายถึงอายุการใช้งาน หรือระยะเวลาของสิ่งของที่ใช้ในการถ่ายภาพ เช่นฟิล์ม หลอดไฟ หรือสิ่งของที่ใช้ในการอัด-ขยายภาพ เช่น กระดาษ น้ำยาล้างฟิล์ม น้ำยาล้างกระดาษ ซึ่งได้กำหนดไว้บนกล่อง ซอง หรือขวดโดยผู้ผลิต

Working Solution หมายถึงปริมาณของน้ำยาสำหรับใช้ในการล้างฟิล์มหรือกระดาษ ได้ถูกนำมาผสมเข้าด้วยกันกับน้ำโดยตัวเราเอง ในสัดส่วนที่ได้รับการกำหนดมาให้โดยผู้ผลิต เช่น 1:2 หรือ 1:4 ซึ่งพร้อมที่จะนำไปใช้ได้เลย เป็นการประหยัดเวลาสำหรับผู้ที่ทำงานห้องมืดเป็นประจำ

Full Stop หมายถึงการเปลี่ยนหน้ากล้อง (เลนส์) หรือความไวของชัตเตอร์แบบเต็มค่า เช่นการเปลี่ยนจากหน้ากล้องจาก f/8 ไปยัง f/11 หรือจาก f/8 ไปยัง f/5.6 ซึ่งเป็นการเปลี่ยน 1 สต็อป หรือจากการเปลี่ยนความไวของชัตเตอร์จาก 1/125 ไปเป็น 1/250 หรือจาก 1/125 ไปเป็น 1/60 ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยน 1 สต็อปเช่นกัน หรือจากเปลี่ยน ISO ของฟิล์มจาก 100 ไปเป็น 200 หรือจาก 100 ไปเป็น 50 เป็นต้น

Low Key เป็นการอธิบายภาพ หรือเป็นการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีสีมืดแต่สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดของภาพในส่วนใหญ่ได้ดี อาจจะมีจุดสว่าง (Highlights) บ้าง แต่น้อยมาก และไม่ใช่ highlights ที่มีความสว่างจ้าหากจะแต่เป็นเพียงความสว่างบนสิ่งที่มีสีมืด มีเงาทึบที่มองเห็นชัดเจน ไม่ใช่เป็นภาพที่ถ่ายกลางคืนที่มืดจนมองอะไรไม่เห็น และก็ไม่ใช่ภาพในลักษณะที่เป็นภาพที่ถ่ายมา Under Exposed หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นมาในห้องมืด จะต้องเป็นภาพที่มาจากการถ่าย

High Key เป็นการอธิบายภาพ หรือเป็นการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีสีขาวหรือสีอ่อนแต่สามารถแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของภาพในส่วนใหญ่ได้ดี อาจจะมีจุดสว่าง(Highlights) ที่สว่างกว่าอยู่บ้าง แต่น้อยมาก หากจะมีก็เป็นเพียงความสว่างบนสิ่งที่มีสีอ่อน เป็นภาพที่เกือบจะปราศจากเงา เงาที่มีก็จะเป็นเงาที่บางมากจนเกือบจะมองไม่เห็น ไม่ใช่เป็นภาพที่ถ่ายกลางวันที่มีแสงจ้าและก็ไม่ใช่ภาพในลักษณะที่เป็นภาพที่ถ่ายมา Over Exposed หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นมาในห้องมืด จะต้องเป็นภาพที่มาจากการถ่าย

Model Release ใบยินยอมที่ผู้เป็นแบบจะเซ็นต์ให้กับช่างภาพหรือเอเจนซี่ ในการที่จะให้นำภาพไปใช้เพื่อแลกกับค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง หากเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ปกครองจะเป็นผู้เซ็นต์ และหากเป็นสัตว์เลี้ยง เจ้าของจะเป็นผู้เซ็นต์

Reversal Film เป็นฟิล์มที่เรียกกันว่าฟิล์มโปร่งแสง เป็นฟิล์มที่เมื่อได้รับการล้างมาแล้ว มีภาพและสีที่เหมือนจริง สามารถดูได้โดยไม่ต้องนำไปอัด-ขยายเป็นภาพมาดูเหมือนดังเช่นกับเนกาตีฟฟิล์ม ปรกติหลังจากการล้างจะได้รับการใส่กรอบ (mount) โดยแล็ปผู้ล้าง ใช้ดูกับกล่องดูภาพหรือใส่เครื่องฉายดูบนจอ บางครั้งเรียก Slide Film หรือ Positive Film (มีทั้ง Color Slides และ Black and White Slides)

Uprating หมายถึงการเพิ่มความไวแก่แสงให้กับฟิล์มที่มี ISO ต่ำให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ถ่ายในถานการณ์ที่มีแสงน้อยได้ เช่นเพื่ม ISO จาก 100 ให้เป็น 200 หรือ 400 แต่จะต้องถ่ายที่ ISO ใหม่นี้ทั้งม้วน เพื่อให้ได้ภาพที่ได้รับแสงใหม่นี้เหมือนกันทั้งม้วน มิฉนั้นก็จะได้ภาพที่รับแสงไม่สม่ำเสมอกัน และต้องมีการปรับเวลาในการล้างด้วย

Tear Sheet คือภาพที่ไดัรับการตัดออกมาจากนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆซึ่งมีภาพที่เป็นผลงานของช่างภาพนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบกับภาพอื่นๆใน Portfolio เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างภาพนั้นได้ผลิตงานที่รับการนำไปใช้ในงานจริงมาแล้ว (หรือสำหรับนายแบบ/นางแบบ ซึ่งเป็นผลงานของบุคคลนั้นๆ ใช้ร่วมกับภาพอื่นๆใน Portfolio ในการหางานหรือสมัครงานที่จะแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นๆได้มีงานที่รับการนำไปใช้ในงานจริงมาแล้ว)

Wet Side ด้านของการทำงานในห้องมืดซึ่งเป็นด้านที่มีการใช้น้ำเป็นหลัก เช่นในการล้างฟิล์มและล้างกระดาษ สิ่งของที่จะใช้หรือเก็บในด้านนี้จะค้องโดนน้ำได้ ปลั๊กไฟที่จะต้องใช้ในด้านนี้ควรจะติดตั้งในตำแหน่งที่สูงกันการกระเซ็นของน้ำ

Dry Side ส่วนในห้องมืดที่ใช้เฉพาะสำหรับการอัด-ขยายภาพ การตรวจเช็คเนกาตีฟ เป็นด้านของการทำงานในห้องมืดซึ่งเป็นด้านที่ไม่มีการใช้น้ำหรือน้ำยามาปะปน สิ่งของที่จะใช้หรือเก็บในด้านนี้ปรกติจะเป็นพวกกระดาษ เครื่องใช้ที่ใช้ไฟฟ้าจะอยู่ด้านนี้ทั้งหมด(หรือเกือบทั้งหมด)

Negative หมายถึงฟิล์มหรือเพลทที่มีภาพอยู่แต่สีโทนและภาพจะกลับจากความเป็นจริง จะต้องได้รับการอัด-ขยายด้วยเครื่องอัด-ขยายภาพ อัดลงบนกระดาษและผ่านกระบวนการล้างมาเสียก่อนจึงจะสามารถเห็นภาพที่เหมือนจริงได้


บทความเขียนขึ้นโดย อ.ศรศักดิ์ จากเว็บ ชมรมถ่ายภาพขาวดำ

หมายเหตุ ... ที่มาจาก web http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=overmag&month=15-05-2007&group=3&gblog=17 ขอบคุณมากๆคะ  ^___^


Posted by Porntip on Jun 20, '07 4:37 AM for everyone

ไปเจอบทความดีๆ เลยเอามาฝากคะ ....
วิธีการแต่งภาพแบบไม่พึ่ง Digital

ตั้งแต่เริ่มศึกษาเทคนิคการถ่ายภาพอย่างจริงๆจังๆ ผมก็เพิ่งจะไปอ่านเจอบทความหนึ่งที่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า "มีอะไรแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย" เป็นวิธีการของคนทำงานถ่ายภาพอย่างมืออาชีพจริงๆ เพราะเท่าที่อ่านเนื้อหาจะเป็นในเรื่องการการถ่ายภาพด้วยกล้อง มีเดียมฟอร์แมท แทบทั้งสิน ทำให้ผมได้รับความรู้แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ ผมก็เลยขอถือวิสาสะนำเอาบทความมาแบ่งปันให้เพื่อนได้อ่านกันครับ

วันนี้ผมขอเสนอความรู้เล็กๆน้อยๆที่ผมพอทราบและก็ใช้มันทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้ อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจแต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย สักวันมันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ครับ อย่างน้อยทุกท่านก็ชอบการถ่ายภาพ ถ้าเราลืมเรื่อง Digital กันสักครู่ เราก็จะเห็นว่าการแต่งภาพที่ทำได้ด้วยมือ วิธีดั้งเดิม มันก็ยังคงอยู่ได้ หากินได้ เป็นอาชีพได้ และคงไม่หดหายไปง่ายๆอย่างน้อยก็ อาจเป็นอีกวิธีนึงในการแต่งภาพ
ที่คนหลายคนไม่ทราบว่ามันมีวิธีนี้ด้วยหรือ...

ปัจจุบัน โลก Digital ทำให้เรามีวิธีการในการทำอะไรกับรูปภาพได้มากมาย ทั้งง่ายและสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง หรือการ รีทัช ถ้าเราเพียงใช้โปรแกรมเป็นแต่ขนาดของภาพที่เราต้องการอัดหลังจากตกแต่งแล้วมักจะมีราคาสูงขึ้นตามขนาดภาพ ทำให้การตกแต่งภาพในแบบ Digital มีราคาค่าจ้างทำและล้างอัดสูง ส่วนมากแล้วก็จะอัดกันไม่เกินขนาด 16x20 นิ้ว ถือว่าใหญ่และก็แพงพอสมควร และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความ สวยงามของภาพก็คือ เรื่องของขนาด File ภาพด้วย คือต้องใช้ความละเอียดสูงมาก ในการที่จะอัดภาพให้ใหญ่ขนาดนั้น....ซึ่งถ้าถ่ายด้วยฟิล์มก็จะหมดปัญหาเรื่อง File แล้วเรื่องการแต่งภาพล่ะ...ใช่ครับหลายท่านก็คงมีวิธีที่แตกต่างกันไปบางท่านก็เอา
ฟิล์มไปสแกนแล้วค่อยเอาFileมาแต่งบางท่านก็อัดเป็นภาพแล้วก็เอาภาพไปสแกนจากนั้นค่อยมาแต่งถ้าทำเป็นการส่วนตัวก็คงไม่ลำบากลำบนอะไรมากมาย

แต่ที่ผมจะกล่าวในเรื่องนี้ คือการทำในลักษณะธุรกิจครับ จากการที่เคยทำงานเกี่ยวกับสตูดิโอถ่ายภาพมาร่วม 8 ปีการแต่งภาพให้กับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญมากพอๆกับการถ่ายภาพเลยทีเดียวแม้ภาพที่ออกมาแล้วจะแตกต่างกับตัวจริงของลูกค้ามากก็ตาม แต่นั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าต่างก็คาดหวังกันทุกคน ประเภทที่ อายุฉัน 50 แล้ว ช่วยลบริ้วรอยให้ฉันอายุเหลือ 35 ได้ไม๊ ไม่มีอะไรไม่ได้สำหรับ Sale ครับ เพราะ ยอดขายเป็นสิ่งสำคัญ เวรกรรมจึงมาตกกับทีมงานครับตั้งแต่ช่างแต่งหน้า ช่างภาพ ช่างแต่งฟิล์ม และสุดท้ายคือ ช่างแต่งรูปครับ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยมาตั้งแต่แต่งหน้า งานก็ง่ายครับ แต่ส่วนมากแล้ว 90% ขึ้นเป็นงานหนักของช่างแต่งรูปครับ เราคงไม่ สามารถพึ่งพาระบบ Digital ได้เลยทั้งหมด เนื่องจากต้นทุนหลายๆด้าน เช่นถ้าอยากได้ ภาพที่มี File ภาพที่พร้อมจะขยายได้ถึงขนาด 40x60 นิ้ว ก็คงต้องใช้ Digital back ราคาหลายแสน มาแทนฟิล์ม 120 ต้องมีคอมแรงๆอุปกรณ์เพิ่มต่างๆ จิปาถะครับ จึงทำ ให้ปัจุบันก็ยังไม่มีสตูดิโอใดในบ้านเราหันมาใช้ระบบDigitalกันเลย (เท่าที่ทราบนะครับ) งานที่ยังคงต้องใช้ฝีมือเฉพาะตัวก็ยังคงหากินได้ต่อไปครับ ยกตัวอย่างเช่น ช่างแต่งฟิล์ม ที่มีฝีมือจริงๆนั้นเท่าที่ทราบในกรุงเทพ ไม่น่าจะมีเกิน 20 คน ต่างจังหวัดยิ่งไม่ต้องพูดถึง พอถ่ายเสร็จ ลูกค้าเลือกภาพแล้วเค้าก็ส่งฟิล์มมาทำทุกอย่างที่กรุงเทพเลยครับ แต่งฟิล์ม ขยายภาพ และแต่งภาพ แล้วจึงกลับจังหวัดของตัวเองครับ.....

ขั้นตอนต่างๆก็มีคร่าวๆดังนี้นะครับ

1.ถ่ายภาพ ด้วยฟิล์ม 120 (บางร้านใช้ 135 ก็มี ทำให้ไม่สามารถแต่งฟิล์มได้ มักแต่งรูปยาก)

2.อัดภาพขนาด 4x5 นิ้วเพื่อรอให้ลูกค้าเลือก ทำอัลบัม และขยายเป็นภาพใหญ่

3.แต่งฟิล์ม การแต่งฟิล์มคือการลบริ้วรอยในฟิล์ม เป็นวิธีการที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้สมาธิ และฝีมือสูงมาก อีกทั้งสายตาด้วย โดยการเหลาดินสอกดให้แหลม แบบเป่าแทบจะหักครับ หลายคนที่หัดแต่งฟิล์มถอดใจกันตั้งแต่เหลาดินสอไม่ใช่น้อยกันเลยครับ(ผมด้วย) ทำไมต้องแหลมขนาดนั้นหรือครับ ก็เพราะเราต้องระบายทับเส้นที่เป็นริ้วรอยบนใบหน้าคนในฟิล์มไงครับ คงนึกออกใช่ไม๊ครับ ฟิล์มเป็น เนกาทีฟ ตีนกาคนเราเป็นเส้นสีเข้มแต่ในฟิล์มก็ต้องเห็นเป็นสีขาวใช่ไม๊ครับ พอเราเอาดินสอถมเส้น ล้างอัดออกมาตีนกาก็จะหายไป แต่มีเส้นขาวๆขึ้นมาแทนครับ นั่นแหละคืองานของช่างแต่งรูปต่อไปครับ มาเรื่องแต่งฟิล์มต่อ เรื่องยากอีกเรื่องนึงคือ ขนาดของหน้าคนในฟิล์มนั้น บางครั้งมีขนาดเล็กมากต้องใช้ความพยายามสูงในการขีดให้โดนเส้นริ้วรอยจริงๆ จึงทำให้ช่างแต่งรูปไม่อยากแต่งรูป ที่แต่งฟิล์มโดยช่างที่ไม่มีฝีมือเพราะหน้าคนจะมีเส้นขาวๆ เปรอะไปหมดทำให้แต่งรูปยากมาก เหตุนี้จึงวัดกันได้ว่าช่างแต่งฟิล์มคนไหน มีฝีมือจริงๆเท่าที่ผมเห็นมาน้อยมากครับ ขนาดคนที่ว่ามีฝีมือ บางวันแต่งมากไป ออกมาเปรอะก็มีครับ

4.ขั้นตอนสุดท้าย การแต่งภาพ หลังจากขยายภาพที่ผ่านการแต่งฟิล์มมาแล้ว ซึ่งมีหลายขนาดตั้งแต่ 5x7 นิ้ว จนไปถึงขนาด 40x60 นิ้ว แต่จากประสปการณ์ ผมเคยแต่งขนาดใหญ่สุด 60x80 นิ้วเลยก็มีครับ แต่โดยฉลี่ยแล้ว
ขนาดทีแต่งบ่อยสุดก็จะมี 5x7, 8x10, 10x12, 12x15, 16x20, และ 20x 24 นิ้ว ยิ่งขนาดใหญ่ ริ้วรอยก็ใหญ่ตาม แล้วถ้ายิ่งครอปมาเฉพาะหน้า โอ๊ยเจ้าประคุณ รูปนึงใช้เวลาเป็นชั่วโมงครับทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสปการณ์และความชำนาญหลายๆอย่างครับ ถ้ามีพื้นฐานทางศิลปะก็ดี เพราะมันก็คล้ายกับการวาดรูป เทคนิคการใช้พู่กัน การผสมสี ทุกอย่างต้องฝึกครับ ต้องอดทนมาก สายตาก็ล้า ข้อมือก็ล้า ผมฝึกประมาณเกือบปี และทำงานจริงจากวันนั้น จนวันนี้ก็ปาไป 7 ปีแล้วครับ แรกๆแต่งได้วันละไม่กี่ใบแต่พอเราชำนาญมากขึ้น ปริมาณ ที่เราทำได้ก็จะเพิ่มตามครับ นับเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ดีอาชีพนึงเช่นกัน(จะมีคนมาแย่งงานผมไม๊เนี่ย)

......ส่วนวิธีการนั้น ฟังดูแสนง่ายครับ คุณก็แค่ผสมสีให้ได้ตามสีเนื้อคน แล้วก็เอาพู่กันปาดสีไป ระบายทับรอยขาวๆที่เกิดจากการแต่งฟิล์ม ให้กลายเป็นสีเนื้อหรือใกล้เคียงสีผิวของคนๆนั้นให้มากที่สุดก็เรียบร้อย หน้าเค้าก็จะเต่งตึงไม่มีริ้วรอยตามที่ลูกค้าต้องการ บางครั้งแต่งฟิล์มแล้ว ริ้วรอยไม่ออก(ดังภาพตัวอย่าง) เราก็ต้องทำให้ริ้วรอยกลืนหายไปกับสีผิวให้มากที่สุดเช่นกันครับ

สีของโกดักค่อนข้างจะราคาแพง แต่กล่องนึงอาจใช้ได้ถึง 5 ปีกว่าสีจะหมด เพราะใช้น้อยมากในการแต่งรูป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสปการณ์ในการผสมสีด้วย อีกอย่างสีของโกดักก็มีคุณภาพดีกว่าสีสำเร็จรูปที่ขายเป็นแผ่นๆที่มาจากเมืองจีน สีแผ่นนั้นจะไม่ค่อยติดรูปเวลาที่เราแต่ง เราจะเห็นมันเป็นปื้นๆ จึงไม่นิยมใช้กัน(แต่รูปที่จะนำมาแต่งนั้น ต้องอัดด้วยกระดาษด้านเท่านั้น)












ที่มาของบทความและรูปภาพจาก คุณ Nopadolz Thaidphoto

ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=overmag&month=15-05-2007&group=3&gblog=14

Posted by Porntip on Oct 13, '06 1:20 AM for everyone

เลนส์คืออะไร ทำงานอย่างไร

 

เลนส์คือวัตถุที่ทำจากแก้วชนิดดีมีลักษณะกลม ผิวเรียบ แบ่งได้ 2 ชนิด คือ เลนส์นูนและเลนส์เว้า ใช้ทำหน้าที่รับภาพและรับแสงจากภายนอกตัวกล้องไปยังวัสดุรับภาพ(CCD ในกล้องดิจิตอล) โดยเลนส์ของกล้องถ่ายภาพจะมีหลายชนิดหลายช่วงการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะนำไปใช้ในงานแต่ละประเภท

 

ก่อนที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติของเลนส์ ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเลนส์ก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยปกติทั่วไปเราคงเคยได้ยินชื่อของเลนส์ เช่น เลนส์ 28 มม. เลนส์ 70-300 มม. เป็นต้น โดยตัวเลขเหล่านี้คือขนาดของความยาวโฟกัส หรือความยาวระยะชัด (Focal Lenght) ช่วงความยาวนี้มักจะเขียนไว้ที่ขอบตัวเลนส์ เพื่อที่จะแสดงให้ผู้ที่จะใช้เลนส์ได้มีความสะดวกในการเลือกใช้งาน ความยาวโฟกัสของเลนส์นี้จะมีตัวเลขบอกความยาวไว้ มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรหรือนิ้ว

หากยังไม่เห็นภาพ ผมจะอธิบายเรื่องความยาวโฟกัสให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

 

จากรูปเราจะเห็นหลักการทำงานของแสงผ่านเลนส์ไปยังวัสดุรับภาพ(CCD ในกล้องดิจิตอล) โดยความยาวโฟกัส(ระยะ f ในรูป) ก็คือระยะห่างระหว่างตัวเลนส์กับวัสดุรับภาพของกล้องนั่นเอง โดยถ้าเราพิจารณาจากภาพก็จะเห็นได้ว่า ยิ่งค่า f มากขึ้นเท่าไหร่(ยิ่งเลนส์ห่างจาก CCD เท่าไหร่) มุมของภาพก็จะนิ่งแคบลงเท่านั้น

 

เลนส์ถ่ายภาพใดก็ตามที่มีความยาวโฟกัสของเลนส์ ยิ่งยาวยิ่งทำให้มุมของการถ่ายภาพแคบ และ ช่วยย่นระยะของทางที่มองเห็นให้ใกล้เข้ามา เลนส์ดังกล่าว ซึ่งได้แก่เลนส์ถ่ายไกล(Telephoto Lens) เป็นต้น นอกจากนี้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกัน นอกจากสร้างผลทางภาพให้มีขนาดต่างกันแล้ว ยังสร้างผลของช่วงความชัดให้มีความแตกต่างกันอีกด้วย โดยความยาวโฟกัสยิ่งยาวมาก ช่วงความชัดยิ่งสั้นลง ตรงกันข้าม ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมาเท่าใด ช่วงความชัดของภาพจะมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสรุปได้ว่าความยาวของโฟกัสของเลนส์มีผลต่อการถ่ายภาพ 2 อย่างคือ

 

1. ทำให้มุมของภาพ กว้างหรือแคบได้

2. ทำให้ช่วงความชัดมีมากหรือน้อยลงได้

 

ขนาดรูรับแสงของเลนส์ (Aperture)

ขนาดของช่องรูรับแสงของเลนส์ จะบอกได้ว่าเลนส์ตัวนั้นสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างเท่าไหร่

โดยจะมีผลต่อการถ่ายภาพ 2 ประการคือ

1. ทำให้แสงสว่างผ่านเลนส์เข้าไปในกล้องได้มากขึ้น ทำให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้น

2. การตั้งช่องรับแสงเล็กจะได้ภาพที่มีช่วงความชัดมาก ในทางตรงกันข้ามถ้าตั้งช่องรับแสงขนาดใหญ่

ภาพที่ได้ช่วงความชัดจะน้อยลงไป

อ่านเรื่องรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ได้ที่นี่

เลนส์ของกล้องแบ่งออกเป็นระยะหรือลักษณะการใช้งานได้ดังนี้

1. เลนส์มาตรฐาน (Standerd Lens) เป็นเลนส์ที่มีคุณสมบัติใช้ถ่ายภาพทั่วไป ลักษณะภาพที่ได้เหมือนกับที่ตาคนมองดูทั่วไป เป็นเลนส์ขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 50 มม.

2. เลนส์ถ่ายไกล (Telephoto Lens) เป็นเลนส์เหมือนกล้องส่องทางไกล เป็นเลนส์ที่มีความยาวของโฟกัสยาวกว่าเลนส์ธรรมดา ทำให้มุมการถ่ายภาพแคบลง คือทำหน้าที่ขยายภาพที่อยู่ไกลให้โตขึ้น เสมือนหนึ่งที่ไปตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับวัตถุที่ถ่าย สะดวกในการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ไกล ซึ่งขณะนั้นผู้ถ่ายไม่สามารถเข้าไปตั้งกล้องในระยะใกล้ ๆ กับวัตถุนั้นได้ เช่น การถ่ายภาพสงคราม การแข่งกีฬา การถ่ายภาพสัตว์น้ำ เช่น เลนส์ที่ขนาดความยาวโฟกัสมากกว่า 135 มม. ขึ้นไป

3. เลนส์มุมกว้าง( Wide – angle lens) เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัส สั้นกว่าเลนส์ธรรมดา จึงทำให้มุมของการถ่ายภาพได้กว้างกว่าใช้เลนส์ธรรมดาถ่ายมาก มีระยะความชัดมาก โดยยิ่งเลนส์มุมกว้างมากเท่าไหร จะทำให้สิ่งที่อยู่ใกล้โตและไม่ได้สัดส่วน(สวยไปอีกแบบ) ใช้ถ่ายในสถานที่อันจำกัดไม่สามารถตั้งกล้องให้ห่างจากที่ถ่ายได้มาก เช่น การถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างสูงๆ หรือยาวมาก ๆ ซึ่งต้องการถ่ายอยู่ในภาพทั้งหมด เบื้องหลังของผู้ถ่ายมีสิ่งกีดขวางไม่สามารถถอยไปได้อีก เช่น ติดกำแพง แม่น้ำ โดยเลนส์เหล่านี้จะมีขนาดความยาวโฟกัสประมาณตั้งแต่ 16 - 35 มม.

4. เลนส์ตาปลา ( Fish eye lens) เป็นเลนส์ที่ให้ภาพที่มีลักษณะคล้ายภาพที่ปลามองเห็นเมื่อมองขึ้นมาจากในน้ำ เป็นเลนส์ที่กินมุมในการถ่ายภาพได้กว้างกว่าเลนส์ทุกชนิด คืออาจจะกว้างถึง 180 องศา เพื่อให้เกิดภาพนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากภาพถ่ายธรรมดา และต้องการให้ภาพสะดุดตาแก่ผู้ชมภาพ มุมของการถ่ายภาพจะกว้างกว่าธรรมดามากประมาณ 3-4 เท่า แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการถ่ายภาพชนิดนี้ คือเท้าของผู้ถ่ายจะติดอยู่ในภาพ ถ้าผู้ถ้ายืนในรัศมีของภาพนั้น วัตถุถ่ายด้านข้างในภาพจะดูใหญ่โตน่าเกรงขาม เลนส์ชนิดนี้

จะให้ช่วงความชัดลึกมาก แม้ตั้งระยะถ่ายไกลสุดก็ตาม เช่น เลนส์ที่ขนาดความยาวโฟกัสตั้งแต่ 10 มม. ลงมา

5. เลนส์ซูม ( Zoom lens ) เป็นเลนส์ที่มีหลายความยาวโฟกัสอยู่ในตัวเดียว นิยมใช้มากในปัจจุบัน สามารถเลือกใช้ระยะโฟกัสเท่าใดก็ได้ตามที่เลนส์นั้นบอกไว้ เช่น 70 -200 มม. , 85 - 300 มม. , 800 - 1200 มม. เป็นต้น

6. เลนส์มาโคร ( Macro Lens) คล้ายกับเลนส์ทั่วไปแต่สามารถใช้ถ่ายภาพระยะใกล้มาก ๆ ได้ ทำให้เห็นรายละเอียดใกล้ๆ เช่น ถ่ายแมลงหรือวัสดุเล็กๆเป็นต้น โดยในกล้องคอมแพคจะสามารถเข้าใกล้วัตถุได้เกินครึ่งฟุต โดยในปัจจุบันเลนส์มาโครที่ผลิตสำหรับกล้อง SLR มักทำออกมาเป็นแบบของซูมเลนส์ได้ด้วย

ที่มาของบทความจาก http://www.officedelta.com/ ขอขอบคุณมากคะ

 


Posted by Porntip on Oct 12, '06 2:56 AM for everyone

ต่อสายชาร์จแบตเตอรี่ด้านไหนก่อน ถึงจะปลอดภัยกว่ากัน?

อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ที่มีผู้ใช้กล้องดิจิตอลหลายคนกำลังสงสัยอยู่คือ เวลาต่อสายชาร์จ จะต่อด้านไหนก่อนดี ระหว่างต่อกับปลั๊กไฟก่อน หรือจะเป็นต่อสายเข้ากับเครื่องก่อน จึงจะปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าซึ่งวิธีที่ถูกต้องก็คือ ควรจะต่อสายชาร์จเข้ากับตัวเครื่องให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยนำอีกด้านไปต่อกับปลั๊กไฟ

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันการลัดวงจร หรือไฟกระชากเกินระดับที่ปลอดภัย แม้ว่าผลเสียอาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่ในระยะยาวแล้ว วิธีการแบบนี้จะสามารถยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และเครื่องได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

หากเสียบที่ชาร์จค้างไว้ จะมีผลเสียกับแบตเตอรี่ และตัวกล้องหรือไม่?

การเสียบที่ชาร์จแบตเตอรี่ของกล้องดิจิตอลค้างไว้ แบบชาร์จที่บ้าน (Wall Charge) จะไม่มีผลเสียต่อแบตเตอรี่ หรือตัวเครื่องกล้อง เนื่องจากเมื่อแบตเตอรี่ได้รับการประจุไฟจนเต็มแล้ว วงจรหรือระบบการชาร์จไฟก็จะถูกตัดทันที ไม่มีการจ่ายไฟเข้าไปในระบบการชาร์จแบตเตอรี่ต่อไป จนกว่าแรงดันไฟฟ้าในแบตเตอรี่มีปริมาณลดลง ก็จะเริ่มทำการชาร์จอีกครั้ง เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 แต่อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีก็ไม่ควรไว้ใจในความปลอดภัยมากนัก ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป หากรู้ว่าชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว ก็ควรจะถอดที่ชาร์จออกจะดีที่สุด เนื่องจากหากอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เกิดชำรุด หรือทำงานได้ไม่ปกติดีเหมือนเดิม ก็อาจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดได้ เช่น ไม่หยุดจ่ายกระแสไฟ ทั้งๆ ที่แบตเตอรี่เต็มแล้ว หรืออาจเกิดอาการไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่และตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือเสียหายได้เช่นกัน

ลักษณะของแบตเตอรี่แบบ Li-Ion และ วิธีการชาร์จไฟที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

แบตเตอรี่แบบ Li-Ion (ลิเธียม-ไอออน) ที่ใช้ในกล้องดิจิตอล จะประกอบด้วยเซลแบตเตอรี่เพียงเซลเดียว ต่อแบตเตอรี่ 1 ก้อน ซึ่งแตกต่างจากแบตเตอรี่แบบ NiMH ที่ประกอบด้วยเซลหลายเซล ซึ่งแบตเตอรี่แบบ Li-Ion จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าแบตเตอรี่แบบ NiMH ไม่ว่าจะเป็นอายุการใช้งานที่มากถึงประมาณ 600 - 800 รอบของการชาร์จ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน และคุณภาพของเซลแบตเตอรี่ที่นำมาใช้ หรือขั้นตอนการชาร์จที่ไม่ยุ่งยาก

ซึ่งลักษณะการชาร์จไฟที่ถูกต้องของแบตเตอรี่แบบ Li-Ion นั้นค่อนข้างง่าย เนื่องจากไม่ต้องรอให้พลังงานไฟฟ้าในก้อนแบตเตอรี่หมดเสียก่อน เหมือนกับแบตเตอรี่แบบ NiMH สามารถทำการชาร์จไฟเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ และใช้เวลาในการชาร์จไฟที่ค่อนข้างรวดเร็ว ประมาณ 1.5-2.5 ชั่วโมง แล้วแต่รุ่น

แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นการใช้งานครั้งแรก เช่นตอนซื้อเครื่องมาใหม่ ก็ควรจะชาร์จกระตุ้นเซลแบตเตอรี่ต่อเนื่องประมาณ 5-6 ชั่วโมง ทำลักษณะนี้ประมาณ 3-4 รอบ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และช่วยให้แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างเต็มที่อีกด้วย

 


Posted by Porntip on Oct 10, '06 6:15 AM for everyone
ไปเจอบทความน่าสนใจ ....เลยเอามาฝากเพื่อนๆ จ้า

นกล้องดิจิตอลทุกตัว แน่นอนหัวใจสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่จะทำให้กล้องตัวนั้นถ่ายทอดรูปออกมาได้สวยก็คงหนีไม่พ้น Sensor รับภาพ ซึ่งมีหน้าที่รับแสงที่เข้ามาแล้วเปลี่ยนค่าแสงนั้นๆเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่งในปัจจุบันก็คงมี Sensor รับภาพอยู่เพียง 2 แบบใหญ่ๆเท่านั้น ซึ่งก็คือ CCD (ซีซีดี) และ CMOS (ซีมอส) ที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญในท้องตลาด

รูป CCD

รูป CMOS

 

CCD - CCD ย่อมาจาก Charge Coupled Device เป็น Sensor ที่ทำงานโดยส่วนที่เป็น Sensor แต่ละพิกเซล จะทำหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนค่าแสงเป็นสัญญาณอนาล็อก ส่งเข้าสู่วงจรเปลี่ยนค่าอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอลอีกที

รูปแสดงการทำงานของ CCD

CMOS - CMOS ย่อมาจาก Complementary Metal Oxide Semiconductor เป็น Sensor ที่มีลักษณะการทำงานโดยแต่ละพิกเซลจะมีวงจรย่อยๆเปลี่ยนค่าแสงที่เข้ามาเป็นสัญญาณดิจิตอลในทันที ไม่ต้องส่งออกไปแปลงเหมือน CCD

รูปแสดงการทำงานของ CMOS

สรุปง่ายๆ คือ CMOS จะมีวงจรแปลงสัญญาณแสงในแต่ละพิกเซลเลย ส่วน CCD ตัวรับแสงจะรับแสงอย่างเดียว และจะส่งค่าที่ได้ออกมาให้วงจรที่มีหน้าที่แปลงสัญญาณอีกที

ความเร็วในการการตอบสนอง
ในแง่นี้ CMOS จะเหนือกว่า เนื่องจากตัว CMOS จะแปลงสัญญาณเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องส่งข้อมูลไปยังวงจรอื่นอีก

Dynamic Range (คุณภาพในการรับแสง)
ในแง่นี้ CCD ได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากตัวรับแสงของ CCD มีแต่ส่วนรับแสงเพียงอย่างเดียว ต่างกับ CMOS ที่ต้องมีวงจรแปลงสัญญาณในแต่ละพิกเซลด้วย ดังนั้นถ้าในขนาดที่เท่ากัน ส่วนรับแสงของ CCD จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียพื้นที่ไปให้วงจรอื่นๆเหมือน CMOS

ความละเอียด
ตรงนี้ CCD ได้เปรียบอีกเช่นกัน เนื่องจากเหตุผลเดียวกันกับ Dynamic Range

การใช้พลังงาน
ข้อนี้ CMOS เหนือกว่าเนื่องจากสามารถรวมวงจรต่างๆไว้ในตัวได้เลย ต่างจาก CCD ที่ต้องมีวงจรแปลงค่าเพิ่มขึ้นมา

ดังนั้นพอจะสรุปได้คร่าวๆว่าในแง่ของการทำงาน (ความเร็ว การใช้พลังงาน) CMOS ได้เปรียบ ส่วนในแง่คุณภาพของภาพ CCD ได้เปรียบ

สาเหตุที่ผมไม่ใช้คำว่า "เหนือกว่า" เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีในการผลิตสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ช่องว่างข้อได้เปรียบของ Sensor ทั้ง 2 แบบ ถูกลดต่ำลง โดยหากจะย้อนกลับไปเมื่อซัก 3-4 ปีก่อน ตอนนั้นทุกคนก็คงคิดว่า CCD จะเอาชนะ CMOS ได้อย่างแน่นอน เน