Join MultiplyOpen a Free ShopSign InHelp
MultiplyLogo
SEARCH

BlOg....^ ^

Posted by Moo_au on Jan 24, '08 2:26 AM for everyone

+ + บ๊าย บาย 350D + +

ในที่สุดก็ขายได้แล้ว ลาก่อน 350D ที่รัก .... แล้วฉันจะไปสู่ขอเธอนะจ๊ะ น้อง 40D

Review based on a production Canon EOS 40D

The EOS 40D becomes the sixth Canon 'prosumer' digital SLR, a line which started back in 2000 with the EOS D30, and how far we've come. It's been eighteen months since the EOS 30D and although on the surface the 40D looks like a fairly subtle upgrade there's a lot that makes this an even better camera. Of course we expect a step up in megapixels, and so the 40D comes with a ten million pixel CMOS sensor with the same sort of dust reduction as the EOS 400D, an ultrasonic platform which shakes the low pass filter. Other improvements bring the EOS 40D closer into line with the EOS-1D series, these include a move to the same page-by-page menu system, both RAW and sRAW (2.5 MP), 14-bit A/D converter and 14-bit RAW, cross-type AF points for F5.6 or faster lenses, a larger and brighter viewfinder, interchangeable focusing screens, a larger LCD monitor (3.0") and faster continuous shooting (6.5 fps).

Model line history

Model
Announced
Effective pixels
Auto focus
Continuous (JPEG) LCD monitor
EOS D30 Apr 2000 3.1 mp 3 point 3.0 fps, 3 frames 1.8"
EOS D60 Feb 2002 6.3 mp 3 point 3.3 fps, 8 frames 1.8"
EOS 10D Feb 2003 6.3 mp 7 point 3.3 fps, 9 frames 1.8"
EOS 20D Aug 2004 8.2 mp 9 point 5.0 fps, 23 frames 1.8"
EOS 30D Feb 2006 8.2 mp 9 point 5.0 / 3.0 fps, 30 frames 2.5"
EOS 40D Aug 2007 10.1 mp 9 point 6.5 / 3.0 fps, 75 frames 3.0" (Live view)

Canon EOS 40D vs. EOS 30D feature and specification differences

 
Canon EOS 40D
Canon EOS 40D
Canon EOS 30D
Canon EOS 30D
Weatherproof Battery door and storage compartment No
Sensor • 10.1 million effective pixels
• 5.7 µm pixel pitch
• 8.2 million effective pixels
• 6.4 µm pixel pitch
A/D converter 14-bit 12-bit
Image sizes • 3888 x 2592
• 2816 x 1880
• 1936 x 1288
• 3504 x 2336
• 2544 x 1696
• 1728 x 1152
RAW files • CR2 format, 14-bit
• RAW full resolution
• sRAW (2.5 MP)
CR2 format, 12-bit
RAW full resolution
Image processor DIGIC III DIGIC II
Dust reduction High speed vibration of filter None
Auto focus • 9-point TTL CMOS sensor
• Points cross-type for F5.6 or faster lens
• Center point additionally sensitive with lenses of F2.8 or faster
9-point TTL CMOS sensor
Metering range 0.0 to 20 EV 1.0 to 20 EV
Spot metering Approx. 3.8% at center Approx. 3.5% at center
Auto ISO ISO 400 to 800 / 100 to 800 depending on exposure mode ISO 100 to 400
Kelvin WB 2500 - 10000 K in 100 K steps 2800 - 10000 K in 100 K steps
Viewfinder • 95% frame coverage
• Magnification: 0.95x
• Eyepoint: 22 mm
• 95% frame coverage
• Magnification: 0.90x
• Eyepoint: 20 mm
Focusing screen • Interchangeable precision matte
• Two other screens available
• Fixed precision matte
Viewfinder info Now includes ISO sensitivity, B&W icon  
LCD monitor • 3.0 " TFT LCD
• 230,000 pixels
• 2.5 " TFT LCD
• 230,000 pixels
LCD Live View Yes, including mirror-drop AF No
Main LCD settings display When changing settings such as AF mode or White Balance No
Tilt correction Yes No
Opening CF door Warning message shown Power down, loses images
Mirror lock-up Single or multiple exposures Single exposures
Mirror mechanism Motor up / down, quieter, faster Spring up / motor down
Playback modes Exposure line at top in single image view No exposure in single image view
User modes Three custom user modes on mode dial No user modes
High-speed continuous • 6.5 fps
• Up to 75 JPEG Large/Fine images
• 5.0 fps
• Up to 30 JPEG Large/Fine images
Portrait grip WFT-E3/E3A, BP-E2N, BP-E2

BP-E2

Wireless connectivity • WFT-E3/E3A
• Integrates as vertical hand grip
• WFT-E1/E1A
• No grip
Menu UI Same as EOS-1D series Same as previous xxD series
Menu languages 18 15
Custom functions 24 19
AF-ON button Rear 'under thumb' None
Rear buttons • Direct print
• Menu
• Play
• Erase
• Jump
• Info
• Picture Style
• Direct print
• Menu
• Info
• Jump
• Play
• Erase
Top right buttons • Lamp
• Metering / WB
• AF / Drive
• ISO / Flash comp.
• Lamp
• AF / WB
• Drive / ISO
• Metering / Flash comp.
Dimensions 146 x 108 x 74 mm(5.7 x 4.2 x 2.9 in) 144 x 106 x 74 mm (5.6 x 4.2 x 2.9 in)
Weight • No battery: 740 g (1.6 lb)
• With battery: 822 g (1.8 lb)
• No battery: 706 g (1.6 lb)
• With battery: 785 g (1.7 lb

EOS Integrated Cleaning System video


Posted by Moo_au on Aug 7, '07 6:19 AM for everyone

~εïз~ ฉันรักเธอ - มอส ทาทา ~εïз~

 

ก็เพราะฉันเองนั้นยังไม่แน่ใจ
ก็เพราะฉันอายถ้าเธอจะรู้
ก็ได้แต่เพียงเฝ้ามองเธออยู่

บ่อยครั้งที่เธอต้องการจะฟัง
แต่ว่าฉันเองยังต้องการจะเก็บไว้
บอกเธอวันนั้นมันอาจเร็วไป

จะบอกเธอวันนี้..ให้เธอฟัง หวังว่าไม่ช้าเกินไป
ที่บอกเธอวันนี้..เพราะมั่นใจ ฉันรักเธอ

ก็เพราะฉันเองไม่เคยมีใคร
ก็เพราะไม่เคยได้เจอใครอย่างนี้
อยากจะกลั่นกรองหัวใจให้ดี

ถึงแม้จะช้า แต่ฉันไม่เคยลืม ยังเก็บเอาไว้ทุกเวลา
อยากให้เธอได้เห็นคุณค่า เมื่อเวลาที่บอกกับเธอ


ฉันรักเธอ

 

 

http://i193.photobucket.com/albums/z286/Nilz_bucket/t282s.swf

Attachment: 2_e.gif

Posted by Moo_au on Aug 7, '07 4:05 AM for everyone

~εïз~ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม - บิลลี่ โอแกน ~εïз~

 

ใครจะมีสตางค์ก็มีไป
ใครจะไปเหยียบดาวก็ตามใจ
ใครจะคอยแข่งกันไปไหน
ปล่อยตามใจเขา
ขอแต่มี แต่เธอ แต่เธอ ก็พอใจ
เงินและทองอะไร ก็ไม่เอา
มีแต่เธอก็ลืมความเหงา
นั่นก็พอแล้ว

สิ่งใดดูเหมือนมีค่า ค้นไขว่และคว้ากันไป
ไม่ขอยืดยื้อให้เหนื่อยใจ ฉันขอเธอคนเดียว
โลกกลมกลมจะเป็นของใคร
ไม่เคยจะข้องเกี่ยว
มีแต่เธอผู้เดียวก็สุขใจ
เธอให้ใจจริงแท้และมีความหมาย
เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

เธอให้ใจจริงแท้ และมีความรักให้
เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

 

http://img512.imageshack.us/img512/3554/nilz343snr7.swf


Posted by Moo_au on Aug 7, '07 3:55 AM for everyone
~εïз~ เพราะเธอหรือเปล่า - ดิ อินโนเซ้นท์ ~εïз~

คนที่เคยห่วง คนที่เคยอยู่ เคยคู่เคียงข้าง
คนที่เคยบอก คนที่เคยฝาก
เคยรักกันมาก แล้วมาจากกันไป

เป็นความทรงจำ ความผูกพันยังคงย้ำเตือนอยู่
ความจริงในใจ ก็รู้ว่าคงไม่อาจลืมคนเคยดูแล
เคยห่วงใยกันเพียงแค่วันก่อน ยังคงอาวรณ์ เฝ้าคิดถึงคนที่ห่างไกล

เพราะเธอรึเปล่า ก่อนไม่เคยเหงาเพราะเธอรึใคร
ก่อนไม่เคยรู้ใจกันจนวันที่เธอต้องไป ฉันเคยสุขเพราะใคร

คนรักคนหนึ่ง เคยซึ้งเกินกว่า คนที่มองค่าความจริงใจแค่เพียงผ่าน
คนที่เคยใกล้ วันนี้ใกล้ห่าง ใครรู้ใจบ้าง ก็มีแต่เพียงเธอ

ไม่เคยเหงา เพราะเธอรึใคร ไม่เคยรู้ใจกัน
จนวันที่เธอต้องไป เธอรึเธอ รึเธอ

http://img91.imageshack.us/img91/5358/nilzprotherruplowqk9.swf

 


Posted by Moo_au on Aug 7, '07 1:26 AM for everyone

~εïз~ ฝากรัก - ดิ อินโนเซ้นท์ ~εïз~

 

ด้วยรักอยากฝากไว้ ในหัวใจที่หมายมั่น
ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

อยากจะจองตัวเธอเป็นของฉันคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวอยู่นานเท่าไหร่
เห็นเธอก็อยากสมัครใจขอโปรด ทราบเอาไว้ดวงใจฉันให้เธอครอง

แอบมองอย่ามองค้อน
ขออ้อนวอนเมตตาสักหน่อย
รู้ไหมใครเฝ้าคอย
ส่งยิ้มให้หน่อยนะจะพลอยชื่นใจ

หากเธอมีไมตรีมารักกันดีกว่า จะพาสู่ความซึ้งทรวง
รักเธอก็สุดจะห่วงหวงแสนเจ็บ
หากเธอลวงดวงใจไปฉันตรม

ด้วยรักอยากฝากไว้ ในหัวใจที่หมายมั่น
ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

อยากจะจองตัวเธอเป็นของฉันคนเดียว
เปล่าเปลี่ยวอยู่นานเท่าไหร่
เห็นเธอก็อยากสมัครใจขอโปรด
ทราบเอาไว้ดวงใจฉันให้เธอครอง

ด้วยรักอยากฝากไว้ ในหัวใจที่หมายมั่น
ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

ขอเพียงได้พบกัน สบตาให้หวั่นแค่นั้นพอ

 

 

http://img291.imageshack.us/img291/2848/nilzfakruxch6.swf


Posted by Moo_au on Jun 22, '07 6:12 AM for everyone

ในระยะเวลาที่ผ่านๆมา มีผู้ถามคำศัพท์เกี่ยวกับการถ่ายภาพและศัพท์ที่ใช้ในการล้างฟิล์ม-อัดขยายภาพ เข้ามาแยะมาก ส่วนใหญ่ก็จะตอบให้เป็นการส่วนตัวบ้าง ทาง email บ้าง ทางโทรศัพท์บ้าง และในช่วงจัดกิจกรรมบ้าง ผมได้รวบรวมคำศัพท์เอาไว้แยะพอสมควร คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน หากนำมา post ขึ้นบน web ให้ทุกคนอ่าน และจัดนำเก็บเข้าห้อง "บทความ" เรียงตามตัวอักษรให้เรียบร้อย เพื่อให้ใช้ค้นหาได้ในภายหลัง

วันนี้ขอให้เอาไว้สิบคำก่อน ไม่ใช่เป็นการแปลคำศัพท์ หากแต่เป็นการอธิบายอย่างคร่าวๆพอให้เข้าใจ และจะไม่เรียงตามตัวอักษรเพราะจะตอบตามที่ได้จดเอาไว้ว่ามีใครถามอะไรมาบ้าง

Zone Focusing ในการถ่ายภาพกีฬา หรืออื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผู้ถ่ายภาพอาจจะไม่มีเวลาพอที่จะตามจับโฟกัสภาพให้ชัดได้ทัน จึงต้องมีการกะระยะของสิ่งที่ต้องการถ่ายให้อยู่ในจุดที่ต้องการ ที่ได้เลือกไว้โดยการปรับหน้ากล้อง (เลนส์) ให้อยู่ในระยะที่ต้องการ ด้วยการหาตำแหน่งของสิ่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถมองเห็นในช่องมองภาพได้ชัดเจนเป็นหลัก ตั้งระยะโฟกัสและปรับความชัดลึกที่กระบอกเลนส์ให้ควบคุมบริเวณของความชัดลึกที่ต้องการเพื่อเตรียมพร้อมในการถ่าย เมื่อถึงเวลาถ่ายก็แพน (pan) กล้องตามสิ่งที่ต้องการถ่าย รอให้ไปถึงตำแหน่งที่ได้ตั้งระยะเตรียมไว้แล้วจึงค่อยกดชัตเตอร์ อาจจะเรียกกันว่า "การปรับชัดเฉพาะช่วง"

Bulb Exposure จุดตั้งเวลาในการถ่ายภาพ (shutter speed) ซึ่งแสดงเป็นอักษร B ที่ปุ่มปรับเวลา (speed dia) บนกล้องรุ่นเก่าๆ เมื่อปรับตั้งเวลาในการถ่ายภาพที่จุดนี้แล้ว เวลากดชัตเตอร์ม่านชัตเตอร์จะเปิดค้างอยู่ตลอดเวลาที่เรากดปุ่มชัตเตอร์หรือปุ่มที่สายกดชัตเตอร์อยู่ และม่านชัตเตอร์จะปิดต่อเมื่อเราปล่อยนิ้ว ปุ่มนี้ใช้ในการถ่ายภาพที่ใช้เวลานานเกินกว่าที่กล้องได้จัดเตรียมไว้ให้บน speed dial หรือแป้นตั้งเวลา

Bayonet Mount  เป็นชื่อเรียกของลักษณะการประกอบฐานยึดเกี่ยวเลนส์กับกล้องเข้าด้วยกัน โดยที่ด้านท้ายของเลนส์และที่ช่องรับเลนส์ที่ตัวกล้องจะได้รับการประดิษฐ์ให้้หมุนเข้าล็อคที่สัมพันธ์กัน หรือที่เราเรียกกันว่า "ระบบเขี้ยว"

Lamphouse หมายถึงจุดที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงของเครื่องอัด-ขยายภาพ หรือเครื่องฉายสไลด์ ปรกติจะเป็นแสงที่อยู่ในกล่องที่ได้รับการปิดกั้นอย่างมิดชิด ไม่ให้ส่องลอดออกมาอันจะทำให้กระดาษ fog ได้ เช่นในกรณีย์ของหัวเครื่องอัด-ขยายภาพ และมิให้ส่องออกมารบกวนสายตาดังในกรณีย์ของเครื่องฉายสไลด์ ที่ Lamphouse นี้จะมีช่องระบายอากาศเพื่อมิให้เกิดความร้อนจนเกินไป

Loupe หรือเลนส์ขยายที่ใช้ส่องดูสไลด์หรือเนกาตีฟ เพื่อตรวจดูความชัดก่อนที่จะนำสไลด์หรือเนกาตีฟไปอัด-ขยายหรือนำไปใช้งาน ปรกติจะใช้ตรวจดูบนกล่องไฟ (light box) บางครั้งช่างภาพที่ใช้กล้องขนาด 4X5 หรือใหญ่กว่า จะใช้ตรวจความชัดของสิ่งที่จะถ่ายบน ground glass ที่หลังกล้อง

Monochrome ไม่ได้แปลว่าขาว-ดำ หากแต่หมายถึงภาพที่มีโทนสีโทนเดียว ไม่ว่าจะโทนใดก็ตาม เช่น โทนน้ำตาล หรือ Sepia โทนน้ำเงิน หรือ Blue Tone โทนสีเทา หรือ Black and White หรือที่เราเรียกกันว่าภาพ "เอกรงค์"

Original ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะในวงการถ่ายภาพด้วยฟิล์มเท่านั้น ซึ่งคำนี้หมายถึง (1) ฟิล์ม (เนกาตีฟหรือสไลด์) ที่อยู่ในกล้องในขณะที่ใช้ถ่ายภาพ (2) ภาพที่ได้รับการอัดขยายมาจากเนกาตีฟหรือสไลด์โดยช่างภาพเอง
หรือที่ช่างภาพเป็นผู้ควบคุมในขณะการทำงาน

Unipod หมายถึงขาตั้งขาเดียว ปรกติจะเป็นท่อกลม ซึ่งส่วนใหญ่จะมี 3 ช่วง สามารถปรับให้ยาวและสั้นได้ ใช้สำหรับช่วยประคองกล้องให้มั่นคงในการถ่ายภาพยามที่แสงน้อยและใช้ขาตั้งสามขา (Tripod) ไม่ได้ หรือเพื่อความสดวกในการพกพาเพราะจะเบากว่า แต่ทำงานไม่ได้ดีเท่า ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า Monopod

Useful Life หมายถึงอายุการใช้งาน หรือระยะเวลาของสิ่งของที่ใช้ในการถ่ายภาพ เช่นฟิล์ม หลอดไฟ หรือสิ่งของที่ใช้ในการอัด-ขยายภาพ เช่น กระดาษ น้ำยาล้างฟิล์ม น้ำยาล้างกระดาษ ซึ่งได้กำหนดไว้บนกล่อง ซอง หรือขวดโดยผู้ผลิต

Working Solution หมายถึงปริมาณของน้ำยาสำหรับใช้ในการล้างฟิล์มหรือกระดาษ ได้ถูกนำมาผสมเข้าด้วยกันกับน้ำโดยตัวเราเอง ในสัดส่วนที่ได้รับการกำหนดมาให้โดยผู้ผลิต เช่น 1:2 หรือ 1:4 ซึ่งพร้อมที่จะนำไปใช้ได้เลย เป็นการประหยัดเวลาสำหรับผู้ที่ทำงานห้องมืดเป็นประจำ

Full Stop หมายถึงการเปลี่ยนหน้ากล้อง (เลนส์) หรือความไวของชัตเตอร์แบบเต็มค่า เช่นการเปลี่ยนจากหน้ากล้องจาก f/8 ไปยัง f/11 หรือจาก f/8 ไปยัง f/5.6 ซึ่งเป็นการเปลี่ยน 1 สต็อป หรือจากการเปลี่ยนความไวของชัตเตอร์จาก 1/125 ไปเป็น 1/250 หรือจาก 1/125 ไปเป็น 1/60 ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยน 1 สต็อปเช่นกัน หรือจากเปลี่ยน ISO ของฟิล์มจาก 100 ไปเป็น 200 หรือจาก 100 ไปเป็น 50 เป็นต้น

Low Key เป็นการอธิบายภาพ หรือเป็นการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีสีมืดแต่สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดของภาพในส่วนใหญ่ได้ดี อาจจะมีจุดสว่าง (Highlights) บ้าง แต่น้อยมาก และไม่ใช่ highlights ที่มีความสว่างจ้าหากจะแต่เป็นเพียงความสว่างบนสิ่งที่มีสีมืด มีเงาทึบที่มองเห็นชัดเจน ไม่ใช่เป็นภาพที่ถ่ายกลางคืนที่มืดจนมองอะไรไม่เห็น และก็ไม่ใช่ภาพในลักษณะที่เป็นภาพที่ถ่ายมา Under Exposed หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นมาในห้องมืด จะต้องเป็นภาพที่มาจากการถ่าย

High Key เป็นการอธิบายภาพ หรือเป็นการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีสีขาวหรือสีอ่อนแต่สามารถแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของภาพในส่วนใหญ่ได้ดี อาจจะมีจุดสว่าง(Highlights) ที่สว่างกว่าอยู่บ้าง แต่น้อยมาก หากจะมีก็เป็นเพียงความสว่างบนสิ่งที่มีสีอ่อน เป็นภาพที่เกือบจะปราศจากเงา เงาที่มีก็จะเป็นเงาที่บางมากจนเกือบจะมองไม่เห็น ไม่ใช่เป็นภาพที่ถ่ายกลางวันที่มีแสงจ้าและก็ไม่ใช่ภาพในลักษณะที่เป็นภาพที่ถ่ายมา Over Exposed หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นมาในห้องมืด จะต้องเป็นภาพที่มาจากการถ่าย

Model Release ใบยินยอมที่ผู้เป็นแบบจะเซ็นต์ให้กับช่างภาพหรือเอเจนซี่ ในการที่จะให้นำภาพไปใช้เพื่อแลกกับค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง หากเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ปกครองจะเป็นผู้เซ็นต์ และหากเป็นสัตว์เลี้ยง เจ้าของจะเป็นผู้เซ็นต์

Reversal Film เป็นฟิล์มที่เรียกกันว่าฟิล์มโปร่งแสง เป็นฟิล์มที่เมื่อได้รับการล้างมาแล้ว มีภาพและสีที่เหมือนจริง สามารถดูได้โดยไม่ต้องนำไปอัด-ขยายเป็นภาพมาดูเหมือนดังเช่นกับเนกาตีฟฟิล์ม ปรกติหลังจากการล้างจะได้รับการใส่กรอบ (mount) โดยแล็ปผู้ล้าง ใช้ดูกับกล่องดูภาพหรือใส่เครื่องฉายดูบนจอ บางครั้งเรียก Slide Film หรือ Positive Film (มีทั้ง Color Slides และ Black and White Slides)

Uprating หมายถึงการเพิ่มความไวแก่แสงให้กับฟิล์มที่มี ISO ต่ำให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ถ่ายในถานการณ์ที่มีแสงน้อยได้ เช่นเพื่ม ISO จาก 100 ให้เป็น 200 หรือ 400 แต่จะต้องถ่ายที่ ISO ใหม่นี้ทั้งม้วน เพื่อให้ได้ภาพที่ได้รับแสงใหม่นี้เหมือนกันทั้งม้วน มิฉนั้นก็จะได้ภาพที่รับแสงไม่สม่ำเสมอกัน และต้องมีการปรับเวลาในการล้างด้วย

Tear Sheet คือภาพที่ไดัรับการตัดออกมาจากนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆซึ่งมีภาพที่เป็นผลงานของช่างภาพนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบกับภาพอื่นๆใน Portfolio เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างภาพนั้นได้ผลิตงานที่รับการนำไปใช้ในงานจริงมาแล้ว (หรือสำหรับนายแบบ/นางแบบ ซึ่งเป็นผลงานของบุคคลนั้นๆ ใช้ร่วมกับภาพอื่นๆใน Portfolio ในการหางานหรือสมัครงานที่จะแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นๆได้มีงานที่รับการนำไปใช้ในงานจริงมาแล้ว)

Wet Side ด้านของการทำงานในห้องมืดซึ่งเป็นด้านที่มีการใช้น้ำเป็นหลัก เช่นในการล้างฟิล์มและล้างกระดาษ สิ่งของที่จะใช้หรือเก็บในด้านนี้จะค้องโดนน้ำได้ ปลั๊กไฟที่จะต้องใช้ในด้านนี้ควรจะติดตั้งในตำแหน่งที่สูงกันการกระเซ็นของน้ำ

Dry Side ส่วนในห้องมืดที่ใช้เฉพาะสำหรับการอัด-ขยายภาพ การตรวจเช็คเนกาตีฟ เป็นด้านของการทำงานในห้องมืดซึ่งเป็นด้านที่ไม่มีการใช้น้ำหรือน้ำยามาปะปน สิ่งของที่จะใช้หรือเก็บในด้านนี้ปรกติจะเป็นพวกกระดาษ เครื่องใช้ที่ใช้ไฟฟ้าจะอยู่ด้านนี้ทั้งหมด(หรือเกือบทั้งหมด)

Negative หมายถึงฟิล์มหรือเพลทที่มีภาพอยู่แต่สีโทนและภาพจะกลับจากความเป็นจริง จะต้องได้รับการอัด-ขยายด้วยเครื่องอัด-ขยายภาพ อัดลงบนกระดาษและผ่านกระบวนการล้างมาเสียก่อนจึงจะสามารถเห็นภาพที่เหมือนจริงได้


บทความเขียนขึ้นโดย อ.ศรศักดิ์ จากเว็บ ชมรมถ่ายภาพขาวดำ

หมายเหตุ ... ที่มาจาก web http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=overmag&month=15-05-2007&group=3&gblog=17 ขอบคุณมากๆคะ  ^___^


Posted by Moo_au on Jun 20, '07 4:37 AM for everyone

ไปเจอบทความดีๆ เลยเอามาฝากคะ ....
วิธีการแต่งภาพแบบไม่พึ่ง Digital

ตั้งแต่เริ่มศึกษาเทคนิคการถ่ายภาพอย่างจริงๆจังๆ ผมก็เพิ่งจะไปอ่านเจอบทความหนึ่งที่ไม่ทราบมาก่อนเลยว่า "มีอะไรแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย" เป็นวิธีการของคนทำงานถ่ายภาพอย่างมืออาชีพจริงๆ เพราะเท่าที่อ่านเนื้อหาจะเป็นในเรื่องการการถ่ายภาพด้วยกล้อง มีเดียมฟอร์แมท แทบทั้งสิน ทำให้ผมได้รับความรู้แบบที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ ผมก็เลยขอถือวิสาสะนำเอาบทความมาแบ่งปันให้เพื่อนได้อ่านกันครับ

วันนี้ผมขอเสนอความรู้เล็กๆน้อยๆที่ผมพอทราบและก็ใช้มันทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้ อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจแต่รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย สักวันมันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ครับ อย่างน้อยทุกท่านก็ชอบการถ่ายภาพ ถ้าเราลืมเรื่อง Digital กันสักครู่ เราก็จะเห็นว่าการแต่งภาพที่ทำได้ด้วยมือ วิธีดั้งเดิม มันก็ยังคงอยู่ได้ หากินได้ เป็นอาชีพได้ และคงไม่หดหายไปง่ายๆอย่างน้อยก็ อาจเป็นอีกวิธีนึงในการแต่งภาพ
ที่คนหลายคนไม่ทราบว่ามันมีวิธีนี้ด้วยหรือ...

ปัจจุบัน โลก Digital ทำให้เรามีวิธีการในการทำอะไรกับรูปภาพได้มากมาย ทั้งง่ายและสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่ง หรือการ รีทัช ถ้าเราเพียงใช้โปรแกรมเป็นแต่ขนาดของภาพที่เราต้องการอัดหลังจากตกแต่งแล้วมักจะมีราคาสูงขึ้นตามขนาดภาพ ทำให้การตกแต่งภาพในแบบ Digital มีราคาค่าจ้างทำและล้างอัดสูง ส่วนมากแล้วก็จะอัดกันไม่เกินขนาด 16x20 นิ้ว ถือว่าใหญ่และก็แพงพอสมควร และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความ สวยงามของภาพก็คือ เรื่องของขนาด File ภาพด้วย คือต้องใช้ความละเอียดสูงมาก ในการที่จะอัดภาพให้ใหญ่ขนาดนั้น....ซึ่งถ้าถ่ายด้วยฟิล์มก็จะหมดปัญหาเรื่อง File แล้วเรื่องการแต่งภาพล่ะ...ใช่ครับหลายท่านก็คงมีวิธีที่แตกต่างกันไปบางท่านก็เอา
ฟิล์มไปสแกนแล้วค่อยเอาFileมาแต่งบางท่านก็อัดเป็นภาพแล้วก็เอาภาพไปสแกนจากนั้นค่อยมาแต่งถ้าทำเป็นการส่วนตัวก็คงไม่ลำบากลำบนอะไรมากมาย

แต่ที่ผมจะกล่าวในเรื่องนี้ คือการทำในลักษณะธุรกิจครับ จากการที่เคยทำงานเกี่ยวกับสตูดิโอถ่ายภาพมาร่วม 8 ปีการแต่งภาพให้กับลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญมากพอๆกับการถ่ายภาพเลยทีเดียวแม้ภาพที่ออกมาแล้วจะแตกต่างกับตัวจริงของลูกค้ามากก็ตาม แต่นั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าต่างก็คาดหวังกันทุกคน ประเภทที่ อายุฉัน 50 แล้ว ช่วยลบริ้วรอยให้ฉันอายุเหลือ 35 ได้ไม๊ ไม่มีอะไรไม่ได้สำหรับ Sale ครับ เพราะ ยอดขายเป็นสิ่งสำคัญ เวรกรรมจึงมาตกกับทีมงานครับตั้งแต่ช่างแต่งหน้า ช่างภาพ ช่างแต่งฟิล์ม และสุดท้ายคือ ช่างแต่งรูปครับ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยมาตั้งแต่แต่งหน้า งานก็ง่ายครับ แต่ส่วนมากแล้ว 90% ขึ้นเป็นงานหนักของช่างแต่งรูปครับ เราคงไม่ สามารถพึ่งพาระบบ Digital ได้เลยทั้งหมด เนื่องจากต้นทุนหลายๆด้าน เช่นถ้าอยากได้ ภาพที่มี File ภาพที่พร้อมจะขยายได้ถึงขนาด 40x60 นิ้ว ก็คงต้องใช้ Digital back ราคาหลายแสน มาแทนฟิล์ม 120 ต้องมีคอมแรงๆอุปกรณ์เพิ่มต่างๆ จิปาถะครับ จึงทำ ให้ปัจุบันก็ยังไม่มีสตูดิโอใดในบ้านเราหันมาใช้ระบบDigitalกันเลย (เท่าที่ทราบนะครับ) งานที่ยังคงต้องใช้ฝีมือเฉพาะตัวก็ยังคงหากินได้ต่อไปครับ ยกตัวอย่างเช่น ช่างแต่งฟิล์ม ที่มีฝีมือจริงๆนั้นเท่าที่ทราบในกรุงเทพ ไม่น่าจะมีเกิน 20 คน ต่างจังหวัดยิ่งไม่ต้องพูดถึง พอถ่ายเสร็จ ลูกค้าเลือกภาพแล้วเค้าก็ส่งฟิล์มมาทำทุกอย่างที่กรุงเทพเลยครับ แต่งฟิล์ม ขยายภาพ และแต่งภาพ แล้วจึงกลับจังหวัดของตัวเองครับ.....

ขั้นตอนต่างๆก็มีคร่าวๆดังนี้นะครับ

1.ถ่ายภาพ ด้วยฟิล์ม 120 (บางร้านใช้ 135 ก็มี ทำให้ไม่สามารถแต่งฟิล์มได้ มักแต่งรูปยาก)

2.อัดภาพขนาด 4x5 นิ้วเพื่อรอให้ลูกค้าเลือก ทำอัลบัม และขยายเป็นภาพใหญ่

3.แต่งฟิล์ม การแต่งฟิล์มคือการลบริ้วรอยในฟิล์ม เป็นวิธีการที่ละเอียดอ่อน ต้องใช้สมาธิ และฝีมือสูงมาก อีกทั้งสายตาด้วย โดยการเหลาดินสอกดให้แหลม แบบเป่าแทบจะหักครับ หลายคนที่หัดแต่งฟิล์มถอดใจกันตั้งแต่เหลาดินสอไม่ใช่น้อยกันเลยครับ(ผมด้วย) ทำไมต้องแหลมขนาดนั้นหรือครับ ก็เพราะเราต้องระบายทับเส้นที่เป็นริ้วรอยบนใบหน้าคนในฟิล์มไงครับ คงนึกออกใช่ไม๊ครับ ฟิล์มเป็น เนกาทีฟ ตีนกาคนเราเป็นเส้นสีเข้มแต่ในฟิล์มก็ต้องเห็นเป็นสีขาวใช่ไม๊ครับ พอเราเอาดินสอถมเส้น ล้างอัดออกมาตีนกาก็จะหายไป แต่มีเส้นขาวๆขึ้นมาแทนครับ นั่นแหละคืองานของช่างแต่งรูปต่อไปครับ มาเรื่องแต่งฟิล์มต่อ เรื่องยากอีกเรื่องนึงคือ ขนาดของหน้าคนในฟิล์มนั้น บางครั้งมีขนาดเล็กมากต้องใช้ความพยายามสูงในการขีดให้โดนเส้นริ้วรอยจริงๆ จึงทำให้ช่างแต่งรูปไม่อยากแต่งรูป ที่แต่งฟิล์มโดยช่างที่ไม่มีฝีมือเพราะหน้าคนจะมีเส้นขาวๆ เปรอะไปหมดทำให้แต่งรูปยากมาก เหตุนี้จึงวัดกันได้ว่าช่างแต่งฟิล์มคนไหน มีฝีมือจริงๆเท่าที่ผมเห็นมาน้อยมากครับ ขนาดคนที่ว่ามีฝีมือ บางวันแต่งมากไป ออกมาเปรอะก็มีครับ

4.ขั้นตอนสุดท้าย การแต่งภาพ หลังจากขยายภาพที่ผ่านการแต่งฟิล์มมาแล้ว ซึ่งมีหลายขนาดตั้งแต่ 5x7 นิ้ว จนไปถึงขนาด 40x60 นิ้ว แต่จากประสปการณ์ ผมเคยแต่งขนาดใหญ่สุด 60x80 นิ้วเลยก็มีครับ แต่โดยฉลี่ยแล้ว
ขนาดทีแต่งบ่อยสุดก็จะมี 5x7, 8x10, 10x12, 12x15, 16x20, และ 20x 24 นิ้ว ยิ่งขนาดใหญ่ ริ้วรอยก็ใหญ่ตาม แล้วถ้ายิ่งครอปมาเฉพาะหน้า โอ๊ยเจ้าประคุณ รูปนึงใช้เวลาเป็นชั่วโมงครับทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสปการณ์และความชำนาญหลายๆอย่างครับ ถ้ามีพื้นฐานทางศิลปะก็ดี เพราะมันก็คล้ายกับการวาดรูป เทคนิคการใช้พู่กัน การผสมสี ทุกอย่างต้องฝึกครับ ต้องอดทนมาก สายตาก็ล้า ข้อมือก็ล้า ผมฝึกประมาณเกือบปี และทำงานจริงจากวันนั้น จนวันนี้ก็ปาไป 7 ปีแล้วครับ แรกๆแต่งได้วันละไม่กี่ใบแต่พอเราชำนาญมากขึ้น ปริมาณ ที่เราทำได้ก็จะเพิ่มตามครับ นับเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ดีอาชีพนึงเช่นกัน(จะมีคนมาแย่งงานผมไม๊เนี่ย)

......ส่วนวิธีการนั้น ฟังดูแสนง่ายครับ คุณก็แค่ผสมสีให้ได้ตามสีเนื้อคน แล้วก็เอาพู่กันปาดสีไป ระบายทับรอยขาวๆที่เกิดจากการแต่งฟิล์ม ให้กลายเป็นสีเนื้อหรือใกล้เคียงสีผิวของคนๆนั้นให้มากที่สุดก็เรียบร้อย หน้าเค้าก็จะเต่งตึงไม่มีริ้วรอยตามที่ลูกค้าต้องการ บางครั้งแต่งฟิล์มแล้ว ริ้วรอยไม่ออก(ดังภาพตัวอย่าง) เราก็ต้องทำให้ริ้วรอยกลืนหายไปกับสีผิวให้มากที่สุดเช่นกันครับ

สีของโกดักค่อนข้างจะราคาแพง แต่กล่องนึงอาจใช้ได้ถึง 5 ปีกว่าสีจะหมด เพราะใช้น้อยมากในการแต่งรูป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสปการณ์ในการผสมสีด้วย อีกอย่างสีของโกดักก็มีคุณภาพดีกว่าสีสำเร็จรูปที่ขายเป็นแผ่นๆที่มาจากเมืองจีน สีแผ่นนั้นจะไม่ค่อยติดรูปเวลาที่เราแต่ง เราจะเห็นมันเป็นปื้นๆ จึงไม่นิยมใช้กัน(แต่รูปที่จะนำมาแต่งนั้น ต้องอัดด้วยกระดาษด้านเท่านั้น)












ที่มาของบทความและรูปภาพจาก คุณ Nopadolz Thaidphoto

ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=overmag&month=15-05-2007&group=3&gblog=14

Posted by Moo_au on Oct 13, '06 1:20 AM for everyone

เลนส์คืออะไร ทำงานอย่างไร

 

เลนส์คือวัตถุที่ทำจากแก้วชนิดดีมีลักษณะกลม ผิวเรียบ แบ่งได้ 2 ชนิด คือ เลนส์นูนและเลนส์เว้า ใช้ทำหน้าที่รับภาพและรับแสงจากภายนอกตัวกล้องไปยังวัสดุรับภาพ(CCD ในกล้องดิจิตอล) โดยเลนส์ของกล้องถ่ายภาพจะมีหลายชนิดหลายช่วงการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะนำไปใช้ในงานแต่ละประเภท

 

ก่อนที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติของเลนส์ ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเลนส์ก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยปกติทั่วไปเราคงเคยได้ยินชื่อของเลนส์ เช่น เลนส์ 28 มม. เลนส์ 70-300 มม. เป็นต้น โดยตัวเลขเหล่านี้คือขนาดของความยาวโฟกัส หรือความยาวระยะชัด (Focal Lenght) ช่วงความยาวนี้มักจะเขียนไว้ที่ขอบตัวเลนส์ เพื่อที่จะแสดงให้ผู้ที่จะใช้เลนส์ได้มีความสะดวกในการเลือกใช้งาน ความยาวโฟกัสของเลนส์นี้จะมีตัวเลขบอกความยาวไว้ มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรหรือนิ้ว

หากยังไม่เห็นภาพ ผมจะอธิบายเรื่องความยาวโฟกัสให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

 

จากรูปเราจะเห็นหลักการทำงานของแสงผ่านเลนส์ไปยังวัสดุรับภาพ(CCD ในกล้องดิจิตอล) โดยความยาวโฟกัส(ระยะ f ในรูป) ก็คือระยะห่างระหว่างตัวเลนส์กับวัสดุรับภาพของกล้องนั่นเอง โดยถ้าเราพิจารณาจากภาพก็จะเห็นได้ว่า ยิ่งค่า f มากขึ้นเท่าไหร่(ยิ่งเลนส์ห่างจาก CCD เท่าไหร่) มุมของภาพก็จะนิ่งแคบลงเท่านั้น

 

เลนส์ถ่ายภาพใดก็ตามที่มีความยาวโฟกัสของเลนส์ ยิ่งยาวยิ่งทำให้มุมของการถ่ายภาพแคบ และ ช่วยย่นระยะของทางที่มองเห็นให้ใกล้เข้ามา เลนส์ดังกล่าว ซึ่งได้แก่เลนส์ถ่ายไกล(Telephoto Lens) เป็นต้น นอกจากนี้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกัน นอกจากสร้างผลทางภาพให้มีขนาดต่างกันแล้ว ยังสร้างผลของช่วงความชัดให้มีความแตกต่างกันอีกด้วย โดยความยาวโฟกัสยิ่งยาวมาก ช่วงความชัดยิ่งสั้นลง ตรงกันข้าม ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมาเท่าใด ช่วงความชัดของภาพจะมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสรุปได้ว่าความยาวของโฟกัสของเลนส์มีผลต่อการถ่ายภาพ 2 อย่างคือ

 

1. ทำให้มุมของภาพ กว้างหรือแคบได้

2. ทำให้ช่วงความชัดมีมากหรือน้อยลงได้

 

ขนาดรูรับแสงของเลนส์ (Aperture)

ขนาดของช่องรูรับแสงของเลนส์ จะบอกได้ว่าเลนส์ตัวนั้นสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างเท่าไหร่

โดยจะมีผลต่อการถ่ายภาพ 2 ประการคือ

1. ทำให้แสงสว่างผ่านเลนส์เข้าไปในกล้องได้มากขึ้น ทำให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้น

2. การตั้งช่องรับแสงเล็กจะได้ภาพที่มีช่วงความชัดมาก ในทางตรงกันข้ามถ้าตั้งช่องรับแสงขนาดใหญ่

ภาพที่ได้ช่วงความชัดจะน้อยลงไป

อ่านเรื่องรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ได้ที่นี่

เลนส์ของกล้องแบ่งออกเป็นระยะหรือลักษณะการใช้งานได้ดังนี้

1. เลนส์มาตรฐาน (Standerd Lens) เป็นเลนส์ที่มีคุณสมบัติใช้ถ่ายภาพทั่วไป ลักษณะภาพที่ได้เหมือนกับที่ตาคนมองดูทั่วไป เป็นเลนส์ขนาดความยาวโฟกัสประมาณ 50 มม.

2. เลนส์ถ่ายไกล (Telephoto Lens) เป็นเลนส์เหมือนกล้องส่องทางไกล เป็นเลนส์ที่มีความยาวของโฟกัสยาวกว่าเลนส์ธรรมดา ทำให้มุมการถ่ายภาพแคบลง คือทำหน้าที่ขยายภาพที่อยู่ไกลให้โตขึ้น เสมือนหนึ่งที่ไปตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับวัตถุที่ถ่าย สะดวกในการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ไกล ซึ่งขณะนั้นผู้ถ่ายไม่สามารถเข้าไปตั้งกล้องในระยะใกล้ ๆ กับวัตถุนั้นได้ เช่น การถ่ายภาพสงคราม การแข่งกีฬา การถ่ายภาพสัตว์น้ำ เช่น เลนส์ที่ขนาดความยาวโฟกัสมากกว่า 135 มม. ขึ้นไป

3. เลนส์มุมกว้าง( Wide – angle lens) เป็นเลนส์ที่มีความยาวโฟกัส สั้นกว่าเลนส์ธรรมดา จึงทำให้มุมของการถ่ายภาพได้กว้างกว่าใช้เลนส์ธรรมดาถ่ายมาก มีระยะความชัดมาก โดยยิ่งเลนส์มุมกว้างมากเท่าไหร จะทำให้สิ่งที่อยู่ใกล้โตและไม่ได้สัดส่วน(สวยไปอีกแบบ) ใช้ถ่ายในสถานที่อันจำกัดไม่สามารถตั้งกล้องให้ห่างจากที่ถ่ายได้มาก เช่น การถ่ายภาพสิ่งก่อสร้างสูงๆ หรือยาวมาก ๆ ซึ่งต้องการถ่ายอยู่ในภาพทั้งหมด เบื้องหลังของผู้ถ่ายมีสิ่งกีดขวางไม่สามารถถอยไปได้อีก เช่น ติดกำแพง แม่น้ำ โดยเลนส์เหล่านี้จะมีขนาดความยาวโฟกัสประมาณตั้งแต่ 16 - 35 มม.

4. เลนส์ตาปลา ( Fish eye lens) เป็นเลนส์ที่ให้ภาพที่มีลักษณะคล้ายภาพที่ปลามองเห็นเมื่อมองขึ้นมาจากในน้ำ เป็นเลนส์ที่กินมุมในการถ่ายภาพได้กว้างกว่าเลนส์ทุกชนิด คืออาจจะกว้างถึง 180 องศา เพื่อให้เกิดภาพนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากภาพถ่ายธรรมดา และต้องการให้ภาพสะดุดตาแก่ผู้ชมภาพ มุมของการถ่ายภาพจะกว้างกว่าธรรมดามากประมาณ 3-4 เท่า แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังในการถ่ายภาพชนิดนี้ คือเท้าของผู้ถ่ายจะติดอยู่ในภาพ ถ้าผู้ถ้ายืนในรัศมีของภาพนั้น วัตถุถ่ายด้านข้างในภาพจะดูใหญ่โตน่าเกรงขาม เลนส์ชนิดนี้

จะให้ช่วงความชัดลึกมาก แม้ตั้งระยะถ่ายไกลสุดก็ตาม เช่น เลนส์ที่ขนาดความยาวโฟกัสตั้งแต่ 10 มม. ลงมา

5. เลนส์ซูม ( Zoom lens ) เป็นเลนส์ที่มีหลายความยาวโฟกัสอยู่ในตัวเดียว นิยมใช้มากในปัจจุบัน สามารถเลือกใช้ระยะโฟกัสเท่าใดก็ได้ตามที่เลนส์นั้นบอกไว้ เช่น 70 -200 มม. , 85 - 300 มม. , 800 - 1200 มม. เป็นต้น

6. เลนส์มาโคร ( Macro Lens) คล้ายกับเลนส์ทั่วไปแต่สามารถใช้ถ่ายภาพระยะใกล้มาก ๆ ได้ ทำให้เห็นรายละเอียดใกล้ๆ เช่น ถ่ายแมลงหรือวัสดุเล็กๆเป็นต้น โดยในกล้องคอมแพคจะสามารถเข้าใกล้วัตถุได้เกินครึ่งฟุต โดยในปัจจุบันเลนส์มาโครที่ผลิตสำหรับกล้อง SLR มักทำออกมาเป็นแบบของซูมเลนส์ได้ด้วย

ที่มาของบทความจาก http://www.officedelta.com/ ขอขอบคุณมากคะ

 


Posted by Moo_au on Oct 12, '06 2:56 AM for everyone

ต่อสายชาร์จแบตเตอรี่ด้านไหนก่อน ถึงจะปลอดภัยกว่ากัน?

อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการชาร์จแบตเตอรี่ที่มีผู้ใช้กล้องดิจิตอลหลายคนกำลังสงสัยอยู่คือ เวลาต่อสายชาร์จ จะต่อด้านไหนก่อนดี ระหว่างต่อกับปลั๊กไฟก่อน หรือจะเป็นต่อสายเข้ากับเครื่องก่อน จึงจะปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานได้มากกว่าซึ่งวิธีที่ถูกต้องก็คือ ควรจะต่อสายชาร์จเข้ากับตัวเครื่องให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยนำอีกด้านไปต่อกับปลั๊กไฟ

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันการลัดวงจร หรือไฟกระชากเกินระดับที่ปลอดภัย แม้ว่าผลเสียอาจจะไม่ชัดเจนนัก แต่ในระยะยาวแล้ว วิธีการแบบนี้จะสามารถยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และเครื่องได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

หากเสียบที่ชาร์จค้างไว้ จะมีผลเสียกับแบตเตอรี่ และตัวกล้องหรือไม่?

การเสียบที่ชาร์จแบตเตอรี่ของกล้องดิจิตอลค้างไว้ แบบชาร์จที่บ้าน (Wall Charge) จะไม่มีผลเสียต่อแบตเตอรี่ หรือตัวเครื่องกล้อง เนื่องจากเมื่อแบตเตอรี่ได้รับการประจุไฟจนเต็มแล้ว วงจรหรือระบบการชาร์จไฟก็จะถูกตัดทันที ไม่มีการจ่ายไฟเข้าไปในระบบการชาร์จแบตเตอรี่ต่อไป จนกว่าแรงดันไฟฟ้าในแบตเตอรี่มีปริมาณลดลง ก็จะเริ่มทำการชาร์จอีกครั้ง เป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 แต่อย่างไรก็ตาม ทางที่ดีก็ไม่ควรไว้ใจในความปลอดภัยมากนัก ถ้าไม่ลำบากจนเกินไป หากรู้ว่าชาร์จแบตเตอรี่เต็มแล้ว ก็ควรจะถอดที่ชาร์จออกจะดีที่สุด เนื่องจากหากอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เกิดชำรุด หรือทำงานได้ไม่ปกติดีเหมือนเดิม ก็อาจจะทำให้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดได้ เช่น ไม่หยุดจ่ายกระแสไฟ ทั้งๆ ที่แบตเตอรี่เต็มแล้ว หรืออาจเกิดอาการไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่และตัวเครื่องโทรศัพท์มือถือเสียหายได้เช่นกัน

ลักษณะของแบตเตอรี่แบบ Li-Ion และ วิธีการชาร์จไฟที่ถูกต้องเป็นอย่างไร?

แบตเตอรี่แบบ Li-Ion (ลิเธียม-ไอออน) ที่ใช้ในกล้องดิจิตอล จะประกอบด้วยเซลแบตเตอรี่เพียงเซลเดียว ต่อแบตเตอรี่ 1 ก้อน ซึ่งแตกต่างจากแบตเตอรี่แบบ NiMH ที่ประกอบด้วยเซลหลายเซล ซึ่งแบตเตอรี่แบบ Li-Ion จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าแบตเตอรี่แบบ NiMH ไม่ว่าจะเป็นอายุการใช้งานที่มากถึงประมาณ 600 - 800 รอบของการชาร์จ ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน และคุณภาพของเซลแบตเตอรี่ที่นำมาใช้ หรือขั้นตอนการชาร์จที่ไม่ยุ่งยาก

ซึ่งลักษณะการชาร์จไฟที่ถูกต้องของแบตเตอรี่แบบ Li-Ion นั้นค่อนข้างง่าย เนื่องจากไม่ต้องรอให้พลังงานไฟฟ้าในก้อนแบตเตอรี่หมดเสียก่อน เหมือนกับแบตเตอรี่แบบ NiMH สามารถทำการชาร์จไฟเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ และใช้เวลาในการชาร์จไฟที่ค่อนข้างรวดเร็ว ประมาณ 1.5-2.5 ชั่วโมง แล้วแต่รุ่น

แต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นการใช้งานครั้งแรก เช่นตอนซื้อเครื่องมาใหม่ ก็ควรจะชาร์จกระตุ้นเซลแบตเตอรี่ต่อเนื่องประมาณ 5-6 ชั่วโมง ทำลักษณะนี้ประมาณ 3-4 รอบ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และช่วยให้แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพในการใช้งานอย่างเต็มที่อีกด้วย

 


Posted by Moo_au on Oct 10, '06 6:15 AM for everyone
ไปเจอบทความน่าสนใจ ....เลยเอามาฝากเพื่อนๆ จ้า

นกล้องดิจิตอลทุกตัว แน่นอนหัวใจสำคัญที่สุดอันหนึ่งที่จะทำให้กล้องตัวนั้นถ่ายทอดรูปออกมาได้สวยก็คงหนีไม่พ้น Sensor รับภาพ ซึ่งมีหน้าที่รับแสงที่เข้ามาแล้วเปลี่ยนค่าแสงนั้นๆเป็นสัญญาณดิจิตอล ซึ่งในปัจจุบันก็คงมี Sensor รับภาพอยู่เพียง 2 แบบใหญ่ๆเท่านั้น ซึ่งก็คือ CCD (ซีซีดี) และ CMOS (ซีมอส) ที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญในท้องตลาด

รูป CCD

รูป CMOS

 

CCD - CCD ย่อมาจาก Charge Coupled Device เป็น Sensor ที่ทำงานโดยส่วนที่เป็น Sensor แต่ละพิกเซล จะทำหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนค่าแสงเป็นสัญญาณอนาล็อก ส่งเข้าสู่วงจรเปลี่ยนค่าอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอลอีกที

รูปแสดงการทำงานของ CCD

CMOS - CMOS ย่อมาจาก Complementary Metal Oxide Semiconductor เป็น Sensor ที่มีลักษณะการทำงานโดยแต่ละพิกเซลจะมีวงจรย่อยๆเปลี่ยนค่าแสงที่เข้ามาเป็นสัญญาณดิจิตอลในทันที ไม่ต้องส่งออกไปแปลงเหมือน CCD

รูปแสดงการทำงานของ CMOS

สรุปง่ายๆ คือ CMOS จะมีวงจรแปลงสัญญาณแสงในแต่ละพิกเซลเลย ส่วน CCD ตัวรับแสงจะรับแสงอย่างเดียว และจะส่งค่าที่ได้ออกมาให้วงจรที่มีหน้าที่แปลงสัญญาณอีกที

ความเร็วในการการตอบสนอง
ในแง่นี้ CMOS จะเหนือกว่า เนื่องจากตัว CMOS จะแปลงสัญญาณเสร็จในตัวเอง ไม่ต้องส่งข้อมูลไปยังวงจรอื่นอีก

Dynamic Range (คุณภาพในการรับแสง)
ในแง่นี้ CCD ได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากตัวรับแสงของ CCD มีแต่ส่วนรับแสงเพียงอย่างเดียว ต่างกับ CMOS ที่ต้องมีวงจรแปลงสัญญาณในแต่ละพิกเซลด้วย ดังนั้นถ้าในขนาดที่เท่ากัน ส่วนรับแสงของ CCD จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า เนื่องจากไม่ต้องเสียพื้นที่ไปให้วงจรอื่นๆเหมือน CMOS

ความละเอียด
ตรงนี้ CCD ได้เปรียบอีกเช่นกัน เนื่องจากเหตุผลเดียวกันกับ Dynamic Range

การใช้พลังงาน
ข้อนี้ CMOS เหนือกว่าเนื่องจากสามารถรวมวงจรต่างๆไว้ในตัวได้เลย ต่างจาก CCD ที่ต้องมีวงจรแปลงค่าเพิ่มขึ้นมา

ดังนั้นพอจะสรุปได้คร่าวๆว่าในแง่ของการทำงาน (ความเร็ว การใช้พลังงาน) CMOS ได้เปรียบ ส่วนในแง่คุณภาพของภาพ CCD ได้เปรียบ

สาเหตุที่ผมไม่ใช้คำว่า "เหนือกว่า" เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีในการผลิตสูงขึ้นอย่างมาก ทำให้ช่องว่างข้อได้เปรียบของ Sensor ทั้ง 2 แบบ ถูกลดต่ำลง โดยหากจะย้อนกลับไปเมื่อซัก 3-4 ปีก่อน ตอนนั้นทุกคนก็คงคิดว่า CCD จะเอาชนะ CMOS ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากข้อได้เปรียบในเรื่องคุณภาพและความละเอียดที่พัฒนาได้ง่ายกว่า

แต่สิ่งที่ CMOS มีแล้วเป็นจุดสำคัญที่สุดก็คือในเรื่องของ "ต้นทุนที่ต่ำกว่า" เนื่องจากสามารถรวมทุกอย่างไว้ในวงจรเดียวได้เลย ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีการผลิตสูงขึ้น ทำให้หลายๆจ้าวเหลียวกลับไปมอง CMOS อีกครั้ง

แต่ถ้าจะถามว่า ในแง่ของผู้ซื้อ หากจะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลซักตัว จะเลือกซื้อกล้องที่ใช้ Sensor แบบ CCD หรือ CMOS ดีกว่ากัน คงต้องตอบว่า "ไม่ต้องไปสนใจครับ" หากว่ากล้องตัวนั้นถ่ายรูปออกมาแล้วความคมชัด-สีสัน ถูกใจคุณแล้วละก็ ชนิดของ Sensor ที่ใช้จะสำคัญตรงไหน

เหมือนเวลาเราจะเลือกแฟนซักคน ถ้านิสัยดี หน้าตาเรารับได้ อยู่ด้วยแล้วมีความสุขแล้วละก็ ........ เราจะไปสนใจทำไมละครับว่า "เครื่องใน" เค้าเป็นยังไง

ที่มาของบทความจาก http://www.officedelta.com/
ขอขอบคุณบทความน่าอ่านจาก http://www.officedelta.com/ มากคะ


Posted by Moo_au on Sep 11, '06 7:04 AM for everyone

การดูแลรักษาแบตเตอรี่

+ + + + + + + + +

1. แบตเตอรี่ที่ใช้ครั้งแรกหรือไม่ใช้เป็นเวลานานๆต้องทำการชาร์จไฟนานตามที่คู่มือแนะนำอย่างน้อย2-3ครั้งและคลายประจุทุกครั้ง

2. เพื่อยืออายุแบตเตอรี่ที่ใช้แลัวควรจะนำแบตเตอรี่มาทำการชาร์จไฟอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง

3. ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งสองด้านด้วยยางลบดินสอเพื่อขจัดอ๊อกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการใช้งานและเพื่อให้การถ่ายเทพลังงานจากแบตเตอรี่ทำได้ดีขึ้น

4. อย่าบรรจุแบตเตอรี่ไว้ในตัวกล้องโดยเด็ดขาดหากไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆและเมื่อทำการชาร์จไฟจนเต็มแลัวควรนำแบตเตอรี่ออกจากแท่นชาร์จทันที

5. ห้ามใช้แบตเตอรี่เก่าและใหม่ร่วมกันและห้ามใช้แบตเตอรี่ที่มีการจ่ายกระแสไฟไม่เท่ากันเช่น 1300mAhกับ 1600mAh ร่วมกันโดยเด็ดขาด

6. ควรใช้เครื่องชาร์จตามคู่มือแนะนำเท่านั้นเพราะการใช้เครื่องชาร์จแบบอื่นๆอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดความร้อนสูงจนเกิดความเสียหายได้

7. ไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่ขณะที่แบตเตอรี่ยังร้อนอยู่จากการใช้งาน

8. หากกล้องเตือนว่าแบตเตอรี่หมดหรือให้เปลี่ยนแบตเตอรี่อย่าทำการปิดและเปิดสวิทซ์ตัวกล้องเพื่อใช้พลังงานให้หมดเพราะการทำเช่นนี้บ่อยๆจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมคุณภาพเร็ว

9. อย่าชาร์จแบตเตอรี่ที่ชาร์จแล้วกับที่ยังไม่ชาร์จร่วมกันโดยเด็ดขาด

10. อย่าจับแบตเตอรี่ขณะที่มือเปียกเพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้

 

การทำความสะอาดตัวกล้อง

+ + + + + + + + +

1. ควรใช้ผ้าที่นุ่มและสะอาดเช่นผ้าชามัวร์ (แท้หรือสังเคราะห์ก็ได้) และแห้ง ในการเช็ดทำความสะอาดตัวกล้องแต่สำหรับช่องมองภาพให้ทำความสะอาดด้วยกระดาษเช็ดเลนส์ และทำตามวิธีการทำความสะอาดเลนส์ทุกประการห้ามใช้ผ้าเช็ดตัวกล้องเช็ดช่องมองภาพโดยเด็ดขาดเพราะฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนผ้าอาจทำให้เกิดรอยขูดขีดกับช่องมองภาพได้

2. เมื่อนำกล้องไปใช้งานในบริเวณที่มีความชื้นสูงหรือชายทะเลควรเช็ดทำความสะอาดกล้องด้วยผ้าที่สะอาดและแห้งทันทีและวางกล้องในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก จากนั้นควรเก็บกล้องเข้าตู้ป้องกันความชื้นหรือเก็ยในภาขนะปิดพร้อมสารดูดความชื้นสักระยะหนึ่ง

3. ห้ามใช้นิ้วมือหรือของแข็งอื่นๆขูดตัวบอดี้โดยเด็ดขาดโดยเฉพาะกล้องดิจิตอลต้องยอมรับว่าส่วนมากมีความบอบบางกว่ากล้องใช้ฟิล์มรุ่นเก่า โดยเฉพาะสีจะหลุดร่อนและเป็นรอยขูดขีดค่อนข้างง่ายมาก

4. หากตัวกล้องเป็นพลาสติกห้ามใช้ทินเนอร์เช็ดทำความสะอาดอย่างเด็ดขาด

5. หากตัวกล้องมีความมันหรือสกปรกมากให้ใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดได้แต่ต้องระวังไม่ให้ไปถูกหน้าเลนส์และช่องมองภาพ

6. ควรใช้ลูกยางเป่าลมเป่าทำความสะอาดช่องบรรจุการ์ดและช่องอิมเตอร์เฟสต่างๆด้วยทุกครั้งที่ทำความสะอาดตัวกล้อง



Posted by Moo_au on Sep 11, '06 7:02 AM for everyone

การดูแลรักษาจอมอนิเตอร์

+ + + + + + + + +

1. อย่ากดหรือวางของหนักทับจอมอนิเตอร์ LCD อย่างเด็ดขาด เพราะจอมอนิเตอร์ของกล้องดิจิตอลเป็นจอชนิด TFT ซึ่งค่อนข้างจะนุ่มหรือบอบบาง การถูกกดด้วยแรงหรือของหนักอาจทำให้จอมอนิเตอร์เสียหายอย่างถาวร

2. การทำความสะอาดตัวจอมอนิเตอร์ ให้ใช้ผ้าแห้งที่สะอาดเช็ดเบาๆ ห้ามใช้น้ำยาหรือผ้าเปียกโดยเด็ดขาด

3. การวางหรือบรรจุกล้องลงในกระเป๋าต้องระวังไม่ให้ส่วนบริเวณของจอมอนิเตอร์อยู่ในตำแหน่งที่อาจกระทบกระแทกกับอุปกรณ์อื่นๆได้ง่าย และถ้าเป็นการสะพายกล้องก็ไม่ควรให้จอมอนิเตอร์หันออกด้านนอก

4. ในที่อากาศเย็นมากๆ จอมอนิเตอร์อาจทำงานไม่ปกติแต่ไม่ใช่จอเสีย เมื่ออุณหภูมิปกติจอมอนิเตอร์จะกลับมาทำงานได้ปกติเช่นเดิม จึงไม่ควรเปิดหรือปิดจอมอนิเตอร์ซ้ำ วิธีที่ดีคือให้ปิดจอมอนิเตอร์ไปเลยและใช้ช่องมอง

OPTICAL แทน

5. จอมอนิเตอร์อาจจะปิดตัวเองเมื่อใช้งานในที่อุณหภูมิต่ำหรือสูงมากๆ ซึ่งเป็นอาการปกติทั่วไป ไม่ควรแก้ไขหรือทำการใดๆเพราะจะทำให้จอมอนิเตอร์เสียได้

 

การดูแลรักษาการ์ดบันทึกภาพ

+ + + + + + + + +

1. อย่าจับถือหรือใช้นิ้วแตะบริเวณที่เป็นขั้วหรือหน้าสัมผัสหรือแถบของหน่วยความจำอย่างเด็ดขาดเนื่องจากจะทำให้การ์ดเสียหายได้และอย่าจับการ์ดในขณะที่มือเปียก

2. ห้ามนำการ์ดเข้าใกล้บริเวณที่เป็นแม่เหล็ก เพราะอาจทำให้การ์ดเสียแบบถาวร

3. อย่าเก็บการ์ดในที่มีอุณหภูมิสูงหรือถูกแสงแดดเป็นเวลานานๆ

4. ห้ามนำการ์ดออกจากตัวกล้องในขณะที่กล้องกำลังบันทึก,ลบหรือ โอนไฟล์ภาพซึ่งอาจทำให้การ์ดเสียหายชนิดถาวรได้

5. หากไม่ได้ใช้การ์ดเป็นเวลานานๆต้องทำการฟอร์แมทก่อนการใช้งานทุกครั้ง

6. เก็บการ์ดไว้ในที่แห้งและเย็นและควรจะอยู่ในกล่องบรรจุเท่านั้น

7. อย่าเก็บการ์ดซ้อนทับกันโดยไม่อยู่ในกล่องบรรจุ โดยเฉพาะการ์ด Smart Media

8. ระวังอย่าให้การ์ดหล่นหรือกระทบกระแทกรุนแรงเพราะจะทำให้การ์ดเสียหายและบางช่วงของการบันทึกข้อมูลอาจ ERROR ได้หากเป็นการ์ดฮาร์ดดิสก์เช่น IBM MICRODRIVE การทำตกหล่นหรือกระแทกรุนแรงการ์ดนั้นอาจเสียหายทันที

 

การดูแลรักษาเลนส์

+ + + + + + + + +

กล้องดิจิตอลแบบคอมแพ็คหรือแบบ SLR ที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้จะมีวิธีการดูแลรักษาเลนส์ที่เหมือนกันคือจะต้องรักษาเลนส์ชิ้นหน้าและทำความสะอาดให้ดีที่สุด ส่วนเลนส์ด้านในและชิ้นเลนส์ด้านหลังไม่สามารถทำความสะอาดเองได้ เนื่องจากล้องดิจิตอลไม่ได้ออกแบบให้เปิดฝาหลังได้สะดวกเหมือนกล้องใช้ฟิล์ม

ถ้าเป็นกล้องที่หน้าเลนส์มีเกลียวสำหรับสวมฟิวเตอร์ได้เช่น OLYMPUS E-10 ควรหาฟิลเตอร์ มาสวมไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและการขูดขีดที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยฟิลเตอร์ที่ใช้จะต้องเป็นฟิลเตอร์ที่มีคุณภาพดีจำพวกมัลติโคทจึงจะไม่ลดทอนคุณภาพของเลนส์หรือลดทอนลงน้อยที่สุดเช่น ฟิลเตอร์ UV HMC ของ HOYA เป็นต้น

ก่อนทำความสะอาดเลนส์จะต้องใช้ลูกยางเป่าลมเป่าฝุ่ยละอองออกจากหน้าเลนส์ก่อนทุกครั้ง ห้ามใช้ปากเป่าโดยเด็ดขาด ส่วนการเช็ดเลนส์แนะนำให้กระดาษเช็ดเลนส์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเท่านั้น หรือใช้ผ้าเช็ดเลนส์เนื้อนุ่มที่สะอาดและแห้ง ( ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดเลนส์แว่นตา ) จากนั้นใช้ลูกยางเป่าลมทำความสะอาดอีกครั้ง

การเช็ดเลนส์หรือทำความสะอาดเลนส์ทั่วๆไปไม่ควรใช้น้ำยาเช็ดเลนส์ แต่ถ้าหากเลนส์มีความมันหรือสกปรกมากๆให้ใช้กระดาษเช็ดเลนส์ชุบน้ำยาเช็ดเลนส์ชุบน้ำยาเช็ดเลนส์ที่มีคุณภาพดีเช่น ของโกดัก พอหมาดๆเช็ดวนจากบริเวณตรงกลางออกไปรอบนอกและไม่ควรใช้กระดาษเช็ดเลนส์เช็ดซ้ำที่เดิม หากต้องเช็ดซ้ำให้เปลี่ยนกระดาษชิ้นใหม่เสมอ การเช็ดเลนส์ทุกครั้งห้ามออกแรงกดหรือขัดผิวเลนส์อย่างเด็ดขาด

หากผิวเลนส์มีละอองน้ำติดอยู่ให้รีบเช็ดออกทันทีเพราะถ้าหากทิ้งไว้นาน คราบละอองน้ำเหล่านี้จะเช็ดไม่ออกและทำให้โคทเลนส์เสียหายได้

อย่าใช้นิ้วมือแตะหน้าเลนส์เพราะความมันที่นิ้วมือจะทำให้เลนส์สกปรกและเช็ดออกยาก และห้ามใช้แอลกอฮอล์ หรือทินเนอร์เช็ดเลนส์โดยเด็ดขาดเพราะอาจทำให้โคทเลนส์เสียหายได้ รวมไปถึงขอบเลนส์ที่เป็นพลาสติกด้วย

สำหรับกล้องดิจิตอลที่ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ การดูแลรักษาเลนส์จะทำเหมือนการดูแลเลนส์กล้องใช้ฟิล์มทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรักษาในที่แห้งและเย็นหรือเก็บไว้ในตู้ป้องกันความชื้นหรือในภาชนะที่ปิดสนิทพร้อมสารดูดความชื้น ( SILCAR GEL ) และหมั่นเปลี่ยนสารดูดความชื้นอย่างสม่ำเสมอโดยดูจากสีที่เปลี่ยนไป



Posted by Moo_au on Sep 11, '06 6:47 AM for everyone

การดูแลรักษาตัวกล้อง

 

1. ทำให้ภาพที่ถ่ายมีความคมชัดลดลงและอาจทำให้ระบบการทำงานภายในขัดข้องหรือเสียหายไดั้ทั้งนี้รวมถึงการไม่เก็บกล้องไว้ในที่ชื้นด้วยเพราะความชื้นนอกจากจะเป็นศัตรูตัวสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราหรือฝ้าที่เลนส์แล้ว ยังอาจทำให้ระบบภายในตัวกล้องเสียหายได้อีกด้วย เนื่องจากกล้องดิจิตอลจะต้องใช้ไฟฟ้าทำงานในทุกๆระบบ
+ + + + + + + + +

2. อย่าเก็บกล้องไว้ในที่มีความสั่นสะเทือนมากๆเป็นเวลานานๆเพราะอาจจะทำให้ระบบกลไกภายในเสียหายได้
+ + + + + + + + +

3. ห้ามใช้กล้องบริเวณที่มีละอองน้ำหรือฝนตกและไม่จับกล้องด้วยมือเปียก ยกเว้นกล้องบางรุ่นที่ระบุมาว่ากล้องกันน้ำหรือกล้องที่สวม HOUSING แล้วเท่านั้น ทั้งนี้รวมไปถึงห้ามใส่แบตเตอรี่และการ์ดด้วยมือที่เปียกน้ำอย่างเด็ดขาดเพราะจะทำให้ระบบการทำงานภายในเสียหายอย่างถาวรได้

+ + + + + + + + +

4. อย่าเก็บกล้องไว้ในที่มีอุณหภูมิสูงหรือถูกแสงแดดเป็นเวลานานๆ ซึ่งอาจจะทำให้ระบบภายในเสียหายโดยเฉพาะอิมเมจเซ็นเซอร์ และห้ามเล็งกล้องไปที่ดวงอาทิตย์ที่มีแสงจ้ามากๆ เพราะอาจทำให้ตัวรับภาพคืออิมเมจเซ็นเซอร์เสียหายอย่างถาวรได้

+ + + + + + + + +

5. การเก็บกล้องดิจิตอลที่ดีจะต้องเก็บไว้ในที่แห้งและเย็นปราศจากฝุ่นละออง และจะต้องไม่ลืมถอดแบตเตอรี่และการ์ดบนทึกออกจากตัวกล้องทุกครั้งหากไม่ได้ใช้กล้องเป็นเวลานานๆ

+ + + + + + + + +

6. ห้ามเก็บกล้องรวมไว้กับลูกเหม็นหรือสารเคมีอื่นๆที่ระเหยง่าย และห้ามเก็บกล้องรวมไว้กับเสื้อผ้าหรือในตู้เก็บเอกสาร เพราะทั้งเสื้อผ้าและกระดาษเก็บความชื้นได้สูงมาก

+ + + + + + + + +

7. เมื่อไม่ได้ใช้กล้องเป็นเวลานานๆ ควรนำกล้องมาเช็คระบบบ้างเป็นครั้งคราวโดยการถ่ายภาพจริงอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบและยืดอายุของตัวกล้อง

+ + + + + + + + +

8. เมื่อนำกล้องออกจากที่เย็นเช่นห้องแอร์ไม่ควรถ่ายภาพทันที แต่ควรรอให้ตัวกล้องมีอุณหภูมิเท่าบอุณหภูมิภายนอกเสียก่อน

+ + + + + + + + +


Posted by Moo_au on Sep 8, '06 6:34 AM for everyone

บทความดีๆ ...เอามาฝากเพื่อนๆ
+ + + + + + + + + + + + +

การเลือกซื้อกล้องดิจิตอล

   การเลือกซื้อกล้องดิจิตอล จะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลอย่างไรดี? นับเป็นปัญหายอดนิยมของผู้ที่สนใจหรือกำลังจะตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลมาไว้ใช้งานสักตัวหนึ่ง ทั้งนี้เป็นเพราะว่ากล้องดิจิตอลในปัจจุบันมีให้เลือกซื้อมากมาย ทั้งยี่ห้อเดียวกับผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม และยี่ห้อใหม่ๆอีกนับไม่ถ้วน รวมทั้งยี่ห้อของผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย นับรวมทั้งหมดแล้วเกือบๆ 200 รุ่นทีเดียว การที่จะตัดสินใจเลือกซื้อกล้องดิจิตอลสักหนึ่งตัว จึงนับเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดามือใหม่ที่ไม่เคยรู้เรื่องกล้องดิจิตอลมาก่อน บทความนี้ใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจของคุณ

            1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่าคุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใด ในการหาซื้อกล้องดิจิตอลคู่ใจ เพราะ ราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และคุณภาพที่ดีขึ้นจนถึงหลักแสนหรือหลายๆแสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาทก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก เช่น 4-5 หมื่นบาทคงไม่ต้องนำมาพิจารณาให้ปวดหัว

2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะเขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆก็ คืออุปกรณ์ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก (แพงกว่า) อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)

3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็ เก็บรายละเอียดของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/สี หรือ 12บิต/สี หมายความว่าสีธรรมชาติมี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับ ไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบท่ากับฟิล์มสไลด์ดีๆนี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบางยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้นที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเองมีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี (อันที่จริงก็เยอะแล้ว เพราะจะได้ 24 บิตที่ RGB แสดงสีได้ 16.7 ล้านเฉดสี) แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปรมักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆเลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อยจะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้มแดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่าก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ้าถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับตาที่เห็น (สไลด์โปรจะทำได้ดีกว่า)

4. ดูความละเอียด ต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอลเรามักจะได้ยินคนขายบอกว่า ตัวนี้ 3 ล้าน พิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือหรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่นโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่าขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560x1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล

5. Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้าเราดูที่ขนาดภาพตามสเปคอาจจะแปลกใจเพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะมีการใช้เทคโนโลยีบางอย่างเพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็นต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD อย่างไรก็ตามก็นับว่าเป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิมโดยช้เทคโนโลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพไปเพิ่มความละเอียดด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photoshop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มีความละเอียดจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ลืมว่าขนาดไฟล์ที่ได้จะ ใหญ่มากกินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่บันทึกเตือนความจำหรือใช้ส่งอีเมล์หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ซึ่งต้องมาลดความละเอียดด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆให้เหลือแค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงานที่จะนำไปใช้ เช่น Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น

7. การตอบสนองหรือ Response อันนี้กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดไม่ยอมระบุไว้ในสเปคกล้องของ ตัวเอง แต่ถ้าเป็นกล้องโปรอย่าง Canon EOS-1D หรือ Nikon D1x จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลย ทั้งสองรุ่นนี้การตอบสนองตั้งแต่เปิดสวิตซ์กล้องแล้วพร้อมที่จะกดซัตเตอร์ถ่ายภาพได้ ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที เกือบจะเท่ากับกล้องออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว (เร็วกว่ากล้องคอมแพ็ค 35 มม.) ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม

8. Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆจะช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่งจะถูกพักเก็บไว้ก่อนที่จะบันทึกลงการ์ดต่อไป (ขณะบันทึกมักใช้ไฟสีเขียวหรือสีแดงกระพริบเตือนให้หราบ) วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะก็จะถ่ายต่อเนื่องได้เร็วและได้หลายๆภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่าถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดซัตเตอร์ต่อไปไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน ในกล้อง Nikon D1x และ Canon EOS 1D มีบัฟเฟอร์อย่างเหลือเฟือ เมื่อกดซัตเตอร์ไปแล้วสามารถเปิดดูภาพซูมขยายดูส่วนต่างๆของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย แต่ในบางยี่ห้ออาจต้องรอนานเป็นนาทีก่อนจะเปิดดูภาพได

9. ไฟล์ฟอร์แมท RAW ถ้ามีก็ดี กล้องระดับไฮเอนด์มี่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่น Nikon D1x ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็ก โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลง แต่การเปิดชมภาพต้องใช้กับซอพท์แวร์ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่งหรือแก้ไขภาพให้ดีเหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่นการปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น

10. ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จักไวท์บา ลานซ์ ในกล้องวีดีโอซึ่งใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมีระบบไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้งหรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์มซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวันที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงกลางวันหรือแสงแฟรชเท่านั้น ถ้าอยู่ในที่ร่มอุณหภูมิสีจะสูงภาพจะมีโทนสีฟ้า หรือช่วงเย็นอุณหภูมิสีต่ำภาพจะมีโทนสีส้มแดง แต่กล้องดิจิตอลจะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีกแต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน เช่น แสงดวงอาทิตย์ แสงในที่ร่ม แสงจากไฟฟลูออเรสเซ้นส์ในอาคาร แสงไฟทังสเตน เป็นต้น กล้องบางรุ่นมีระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ โดยจะถ่ายภาพ 3 หรือ 5 ภาพ ติดต่อกัน แต่ละภาพมีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน จากนั้นเลือกเก็บไว้เฉพาะภาพที่มีโทนสีถูกต้องสมจริงมากที่สุด หรือจะปรับแก้อุณหภูมิสีด้วยซอพท์แวร์ที่แถมมาพร้อมกับกล้องก็ได้

11. กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัดจะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อย จะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเปรียบเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาดเล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง เช่น Minolta Dimage 7 เลนส์ 7.2-50.8 มม. เทียบเท่ากับ 28-200 มม. ถ้าเป็นเลนส์ซูมที่เริ่มต้นด้วยมุมกว้างมากกว่า จะใช้ประโยชน์ในที่แคบๆได้ดีกว่า เช่น เริ่มที่ 28 มม. หรือ 30 มม.

12. ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไรเวลาดูโฆษณากล้องดิจิตอลว่าซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดู ที่ Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3x ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม.และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2x รวมแล้วซูมได้ 6x คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม.นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น ไม่ใช่ว่าซูมได้มากๆ โดยที่ความละเอียดเท่าเดิม หากคุณใช้ Optical ซูม 3 เท่า ถ่ายภาพที่ 3 ล้านพิกเซล แล้วเอารูปมาครอปหรือตัดส่วนให้เหลือ 1.5 ล้านพิกเซล เท่ากับว่ารูปนั้นถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูม 6 เท่าเช่นกัน แต่ถ้าใช้ดิจิตอลซูมตั้งแต่แรกก็จะสะดวกขึ้นบ้างตรงที่ไม่ต้องมาตัดส่วนภาพทีหลัง และกล้องดิจิตอลเมื่อใช้ดิจิตอลซูมคุณภาพจะไม่ลดลง (ลดแต่ขนาดภาพ) ต่างกับกล้องวีดีโอ ยิ่งซูมดิจิตอลมากเท่าไหร่ก็หยาบมากขึ้น เพราะเอาภาพที่มีอยู่แล้วมาขยายใหญ่นั่นเอง

13. จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่าอุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี เพราะส่วนนี้ใช้พลังงานจากแบตเตอรีมาก ขนาดไม่ได้ใช้ เปิดจอทิ้งไว้ไม่นานแบตเตอรีที่ซื้อมาใหม่หรือชาร์จเต็มๆก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดีควรจะปรับความสว่างได้และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมมอนิเตอร์ที่ผิดเพี้ยน (แม้ว่าภาพจะให้สีถูกต้องเมื่อเปิดจากคอมพิวเตอร์) จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่ารูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ อย่าลืมดูเสปคด้วยว่ามีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพได้เต็มๆ ว่าแต่ละจุดคมชัดแค่ไหน ระยะชัดลึกครอบคลุมหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ดีจะได้ถ่ายใหม่ กล้องบางรุ่น เช่น Sony DSC-F707 ออกแบบให้พลิกตัวกล้องกับเลนส์ได้ ทำให้สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูงหรือมุมต่ำ บางรุ่นพลิกหมุนได้รอบ เช่น Canon G2  

14. Optical Viewfinder ในเมื่อการดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรีมาก เราก็ควรมาดู ภาพจากจอแบบออฟติคัลแทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจากการซูมให้สัมพันธ์กับทางยาวโฟกัสของเลนส์แต่กกล้องบางรุ่นไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้จึงควรดูเสปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพออฟติคอลคือไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้จะเกิดการเหลื่อมล้ำกันต้องดูภาพด้านบนไม้ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพจากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่นจอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้วกับดูเมนูต่างๆเท่านั้น

15. บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูกเล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น แต่ใช้ประโยชน์ได้มาก ส่วนใหญ่จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ เช่น พูดเรื่องสถานที่ วันที่ เวลา หรืออื่นๆ ตามที่ต้องการ สามารถเปิดฟังก็ได้เมื่อใช้โหมดเปิดชมภาพจากจอมอนิเตอร์หรือจากคอมพิวเตอร์

16. วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่งดิจิตอลบางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วยรูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่ส่วนใหญ่มีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 เท่ากับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อนไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ QuickTime โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/วินาที ภาพที่ได้จึงดูกระตุกบ้างนิดหน่อย แต่ขนาดไฟล์จะเล็กมาก เหมาะสำหรับใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ถ้าเปิดดูจากโทรทัศน์จะเห็นเป็นภาพเล็กๆ ไม่เต็มจอ กล้องรุ่นใหม่ๆมีฟอร์แมท MPEG EX ถ่ายวีดีโอคลิปได้นานไม่จำกัดเวลา ขึ้นอยู่กับการ์ดที่ใช้

17. ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวดเร็วไม่แตกต่างกันมาก นัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบหรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัสมักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัสจะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ (สัญลักษณ์รูปภูเขา) สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณาดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่ามีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่นจะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง (เหมือนกล้องวีดีโอ) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ไม่ดีเท่ากับมาโครที่ช่วงเทเล ลองซูมเลนส์ที่ช่วงเทเลดูแล้วถ่ายภาพใกล้ๆ ดูว่ามากน้อยแค่ไหน

18. ระบบแฟลช กล้องคอมแพ็คดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโนมัติเมื่อแสงน้อย เกินไป และมีระบบแฟลชกับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลชถ่ายภาพเวลากลางคืนฉากหลังไม่ดำทึบหรือระบบสัมพันธ์แฟลชที่ม่านชัตเตอร์ที่สองเพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพเคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดงเมื่อใช้ถ่ายภาพคนในระยะใกล้แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลช ภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม เช่น Canon Minolta และ Nikon มีฮอทชูเสียบแฟลชมาด้วย สำหรับนำแฟลชของกล้อง 35 มม. มาใช้ เป็นการเสริมประสิทธิภาพของกล้องให้สูงมากยิ่งขึ้น       19. ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนักส่วนใหญ่มี ระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่องเทคนิคการถ่ายภาพก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสงหรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชันปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนหลังหรือภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมีระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพมีค่าแสงที่แตกต่างกันตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพคร่อมซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ภาพพิเศษบางอย่าง

20. ความไวแสงหรือ ISO กล้องดิจิตอลมีข้อได้เปรียบกล้องใช้ฟิล์มอย่างมากในเรื่องของการปรับตั้ง ค่าความไวแสงฟิล์ม หากเป็นกล้องคอมแพ็คดิจิตอลที่มีราคาถูก อาจจะมีค่าความไวแสงคงที่เช่น ISO 100 อย่างไรก็ตามกล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดจะปรับเปลี่ยนค่าความไวแสงได้ เช่น ISO 100-800 เป็นต้น โดยมีทั้งระบบออโต้เมื่อถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย กล้องจะเพิ่มความไวแสงให้สูงขึ้น ทำให้ถ่ายภาพได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง แต่ความไวแสงที่สูงจะมีการเหลี่ยมล้ำของสีหรือ Noise เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ บางรุ่นมีฟังก็ชั่นลด Noise เรียกว่า Noise Redution หรือจะเลือกปรับตั้งค่าความไวแสงเองแบบแมนนวลก็ได้

21. แบตเตอรี กล้องถ่ายภาพดิจิตอล ต้องการพลังงานมากกว่ากล้องใช้ฟิล์มหลายเท่าเพราะระบบ ทำงานเป็นแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์และยังมีจอมอนิเตอร์ที่ใช้ดูและเปิดชมภาพซึ่งกินไฟมากทีเดียว สำหรับผู้ใช้ที่ไม่คุ้นเคยอาจจะแปลกใจเมื่อใช้แบตเตอรีใหม่ แต่ถ่ายภาพได้ไม่กี่สิบภาพแบตเตอรีก็หมดแล้ว หากกล้องระบุให้ใช้แบตเตอรีแบบ AA ซึ่งใช้ได้ทั้งอัลคาไลน์และลิเธี่ยม ขอแนะนำให้เปลี่ยนไปใช้แบตเตอรีชาร์จแบบ Ni-MH จะใช้งานได้นานกว่า และควรเลือกชนิดที่มีกำลังไฟสูงเช่น 1,800 หรือ 2,000 มิลลิแอมป์ โดยทั่วไปแบตเตอรีชนิดนี้ชาร์จไฟใหม่ได้ 500-1,000 ครั้งทำให้ประหยัดกว่า ส่วนกล้องที่ใช้แบตเตอรีแพคแบบ Li-MH หรือ Li-on ที่แถมมาพร้อมกล้องจะใช้งานได้ดีอยู่แล้วแต่ควรซื้อแบตเตอรีสำรองเพิ่มอีกอย่างน้อยหนึ่งก้อน เพราะในกรณีฉุกเฉิน จะเปลี่ยนไปใช้แบตเตอรีธรรมดาทั่วๆไปไม่ได้เหมือนกับกล้องที่ใช้แบตเตอรี AA

 

 

ระบบบันทึกภาพของกล้องดิจิตอล

   กล้องดิจิตอลกำลังได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะกล้องในรูปแบบกล้องในคอมแพ็ค หรืออุลตร้าคอมแพ็ค ทั้งกล้องในระดับคอนซูเมอร์ หรือระดับมือสมัครเล่นทั่วไป และกล้องในระดับโปรซูเมอร์ หรือกึ่งมืออาชีพ กล้องดิจิตอลในปัจจุบันหลาย ๆ รุ่นแม้ว่าจะเป็นเพียงกล้องระดับคอนซูเมอร์ แต่ก็บรรจุระบบการทำงานมาให้อย่างมากมาย เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับเลือกปรับตั้งเองได้ โดยเฉพาะโหมดบันทึกภาพที่มักจะมีมาให้อย่างครบถ้วน เช่นเดียวกับกล้องระดับสูง ซึ่งถ้าหากเทียบกับกล้องคอมแพ็ค ใช้ฟิล์มแล้วแทบจะหากล้องที่มีระบบมากมายเช่นนี้ไม่ได้เลย ระบบการทำงาน ที่ถูกบรรจุอย่างมากมาย นั้น ถ้าผู้ใช้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์หรือมีความรู้ด้านการถ่ายภาพก่อนก็สามารถใช้งานได้อย่างไม่ยาก เพราะเกือบทุกระบบ ยังคงใช้หลักการเดียวกับการถ่ายภาพด้วยกล้องใช้ฟิล์ม แต่สำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่อาจจะยังสับสนและใช้งานไม่ถูกต้องอยู่บ้าง โดยเฉพาะโหมดบันทึกภาพ ดังนั้นจึงต้องมาทำความเข้าใจในส่วนนี้กันก่อนเพื่อทำความเข้าใจในส่วนนี้กันก่อน เพื่อที่จะใช้งานระบบของกล้องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

โหมดบันทึกภาพของกล้องดิจิตอล

   กล้องดิจิตอลหลาย ๆ รุ่น จะบรรจุโหมดบันทึกภาพมาให้อย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นจุดขายที่เหนือกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกับ ซึ่งโหมดบันทึกภาพต่าง ๆ ที่มีมาให้มักจะเหมือน ๆ กัน และไม่ต่างไปจากระบบหลัก ๆ ที่ใช้กันในกล้อง AF รุ่นใหม่ ๆ โดยส่วนมากจะมีโหมดบันทึกภาพแยกเป็น 2 ส่วนคือ แบบพื้นฐาน BASIC MODE และแบบสร้างสรรค์หรือ CREATIVE MODE

                 1. โหมดบันทึกภาพแบบพื้นฐาน BASIC MODE เป็นโหมดที่อาจเรียกได้ว่าใช้งานง่ายที่สุด และเป็นโหมดที่ระบบต่าง ๆ ของกล้องทำงาน ให้โดยอัตโนมัติ ในลักษณะของการเล็งแล้วถ่าย POINT AND SHOOT โหมดนี้ก็คือโหมด AUTO ซึ่งกล้องส่วนมากมักจะทำรูปสัญลักษณ์ และตัวอักษรกำกับเป็นสีเขียว ซึ่งกล้องบางยี่ห้ออาจเรียกตำแหน่งของโหมดนี้ว่า GREEN ZONE หรือ GREEN OPERATION ข้อดีของโหมดนี้ก็คือ ผู้ใช้เพียงแต่เล็งภาพโฟกัสแล้วกดชัตเตอร์ถ่ายภาพเท่านั้นก็จะได้ภาพอย่างแน่นอนเพราะทุกระบบกล้องจะจัดการให้โดยอัตโนมัติ เพียงแต่ผู้ใช้จะควบคุมอะไรไม่ค่อยได้เท่านั้น เหมาะสำรับมือใหม่หรือผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจการใช้งานกล้องถ่ายภาพซึ่งถือว่าเป็นโหมดกลาง ๆ ใช้ถ่ายภาพทั่ว ๆ ไปแบบไม่เฉพาะเจาะจง โหมดบันทึกภาพแบบพื้นฐานอีกรูปแบบหนึ่งคือ โหมดโปรแกรมรูปภาพหรือที่ในปัจจุบันมักจะเรียกว่า Scene Mode หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ Scene Mode ก็คือโหมดอัตโนมัติ (Auto) นั้นเองเพียงแต่ออกมาให้ใช้อย่างเฉพาะเจาะจงเหมาะกับภาพประเภทใดประเภทหนึ่งมากกว่า

      เหตุที่เรียกว่าเป็นโหมดอัตโนมัติอย่างหนึ่ง ก็เพราะว่าทุกระบบของกล้องยังคงทำงานให้โดยอัตโนมัติอย่างหนึ่งก็เพราะว่าทุกระบบของกล้องยังคงทำงานให้โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับโหมด Auto นั่นเอง Scene Mode ที่บรรจุมาในกล้องแต่รุ่นแต่ละยี่ห้อ อาจมีมากน้อยไม่เท่ากันซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบ แต่ที่พอจะสรุปได้ว่ากล้องทุกรุ่นจะต้องบรรจุมาให้ก็มีโหมด PROTRAIT LANDSCAPE CLOSEUP NIGHT-PROTRAIT และ SPORT ซึ่งใน SCENE MODE ทั้งหมดจะกำหนดเป็นภาพสัญลักษณ์ทั้งสิ้น วิธีการใช้ก็เพียงแค่เลือกโหมดให้ตรงกับแนวภาพทิวทัศน์ (ส่วนมากจะเป็นรูปสัญลักษณ์ภูเขา) หรือถ้าต้องการถ่ายภาพใกล้ก็เลือกไปที่โหมดโคลส อัพ (รูปดอกไม้)

      การเลือกโหมดรูปภาพเหล่านี้ กล้องจะจัดการกับระบบให้ทั้งหมดเช่นเดียวกับโหมด Auto แต่กล้องจะได้รับจากโปรแกรมค่าการเปิดรับแสงเฉพาะมามากกว่า เช่นถ้าเป็นการถ่ายภาพบุคคล PORTRAIT MODE กล้องก็จะเลือกใช้รูรับแสงกว้างไว้ก่อนเพื่อให้ฉากหนังอยู่นอกระยะชัดหรือถ้าเป็นการถ่ายภาพทิวทัศน์ LANDLCAPE MODE กล้องก็จะเลือกใช้รูแสงแคบก่อนและโฟกัสถูกล็กคที่อินฟินิตี้ เพื่อให้ภาพมีระยะชัดลึกสูง หรือในกรณีของโหมดภาพกีฬา SPORT MODE กล้องจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงเพื่อจับภาพให้หยุดนิ่งคมชัด การเลือกโหมดไม่ตรงกับประเภทของภาพที่จะถ่ายก็ยังสามารถถ่ายภาพได้ แต่อาจได้ภาพที่ไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ เช่น ถ้าเลือก LANDSCAPE MODE แต่นำไปถ่ายภาพบุคคลฉากหลังก็จะไม่เบลอย่างที่ต้องการ หรือบางโหมดอาจโฟกัสในระยะใกล้ ๆ เป็นต้น ดังนั้นการเลือกใช้งาน SCENE MODE จึงควรเลือกให้ตรงกับประเภทของภาพที่ต้องการถ่ายให้ผลที่ดีกว่า แม้ว่าบางโหมดแม้ จะเลือกผิดก็ยังถ่ายได้ก็ตาม แต่ภาพที่ได้จะไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เช่น ระยะชัดลึกไม่พอ ฉากหลังมือเกินไป หรือได้ภาพที่พร่ามัว เหล่านี้เป็นต้น

     2. โหมดบันทึกภาพแบบสร้างสรรค์ CREATIVE MODE โหมดโปรแกรม PROGRAM หรือ P เป็นโหมดบันทึกภาพแบบอัตโนมัติเช่นกัน แต่ผู้ใช้สามารถเลือกปรับเปลี่ยนอีกค่าหนึ่งจะแปรผผันตามไปด้วยเสมอ และยังสามารถใช้การชดเชยแสงร่วมได้ โหมดนี้เหมาะสำหรับการใช้งานทั่ว ๆ ไปเช่นเดียวกับโหมด Auto และใช้งานได้สะดวกไม่แพ้กันแต่มีข้อดีกว่าตรงที่ผู้ใช้สามารถปรับชิฟท์ค่าใดค่าหนึ่งให้เป็นไปตามที่ต้องการได้และยังสามารถเลือกเมนูเพื่อปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นหรืออื่น ๆ ได้มากกว่าในโหมด AUTO และ SCENE โหมดออโต้ชัตเตอร์ ADPERTURE PRIORITY หรือ A หรือ AV เป็นโหมดอัตโนมัติอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับเลือกค่ารูรับแสงเอาได้ตามความต้องการ โยค่าความเร็วชัตเตอร์กล้องจะเลือกให้สัมพันธ์กันโดยอัตโนมัติซึ่งภาพจะยังคงได้รับแสงพอดีเช่นเดิมเหมาะสำหรับใช้กับภาพที่ต้องการควบคุมระยะชัดลึกให้มากหรือน้อยตามต้องการ การเลือกเมนูยังคงทำได้คล่องตัวมากโดยไม่ต้องพะวงว่าความเร็วชัตเตอร์ที่กล้องเลือกให้จะเกินพิสัยของกล้อง เนื่องจากกล้องใขปัจุบันมีช่องความเร็วชัตเตอร์สูงสุด - ต่ำสุดที่กว้างมาก แต่สำหรับกล้องดิจิตอลหลาย ๆ รุ่นไม่ได้ออกแบบโหมด A ให้ใช้งานได้หลากหลายค่ารูรับแสงนัก โดยมากจะมีเพียงกว้างสุดและแคบ สุดเท่านั้น เช่น ถ้ารูรับแสงกว้างสุดคือ F/2.8 แคบสุดคือ f/8 ผู้ใช้จะเลือกรูรับแสงได้เพียงที่ F/2.8 หรือ F/8 เท่านั้น ค่ารูรับแสงระหว่างกลางจะไม่สามารถเลือกได้ แต่ก็ใช่ว่ากล้องดิจิตดลแบบคอมแพ็คจะทำแบบนี้ทุกรุ่น บางรุ่นก็สามารถเลือกค่ารูรับแสงกลาง ๆ ไก้

      โดยเฉพาะกล้องดิจิตอลของดอลิมปัสทุกรุ่นออกแบบโหมด A ได้ละเอียดกว่ากล้องยี่ห้ออื่น ๆ ทั้งหมดในระดับเดียวกันคือสามารถปรับรูรับแสงได้ทุกค่า กว้างสุดไปจนถึงแคบสุดแถมยัง เป็นการเลือกแบบทีละ 0.5 สตอปอีกด้วยและบางรุ่นอาจเลือกขั้นละ 0.3 สตอปได้โดยการปรับตั้งใน SETUP MENU ซึ่งกล้องที่เลือกรูรับแสงได้ละเอียดกว่าแน่นอนว่าย่อมใช้งานในโหมดนี้ได้ดีกว่า โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งโหมด P เพียงโหมดเดียว โหมดออโต้รูรับแสง SHUTTER PRIORITY หรือ S หรือ Tv เป็นโหมดอัตโนมัติที่มีลักษณะของการทำงานคล้ายกับโหมด A เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นผู้ใช้เป็นผู้รับปรับเลือกค่าความเร็วชัตเตอร ์ส่วนกล้องจะเลือกค่ารูรับแสงให้โหมดนี้ เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการผลของความเร็วชัตเตอร ์ส่วนกล้องจะเลือกค่ารูรับแสงให้ โหมดนี้เหมาะสำหรับการใช้งานที่ต้องการผงของความเร็วชัตเตอร์เช่น การถ่ายภาพกีฬา ที่ต้องการความเร็วชัตเตอร์สูงหรือการถ่ายภาพน้ำตกที่ต้องการความเร็วชัตเตอร์ต่ำ

      ข้อดีของโหมดนี้สำหรับกล้องดิจิตอล คอมแพ็ค คือ ค่ารูรับแสงที่กล้องเลือกให้จะเป็น ไปทีละสเต็ปไม่ได้กระโดดข้ามจากกว้างสุดไปแคบสุด และความเร็วชัตเตอร์ก็เลือกได้อย่างละเอียดจากต่ำสุดไปจนถึงเร็วสุด แต่ข้อเสียก็คือโอกาสที่ภาพจะรับแสงผผิดพลาด คือโอเวอร์ หรืออันเดอร์เป็นไปได้มากกว่าโหมด P หรือ A ถ้าผู้ใช้ไม่สังเกตถึงค่ารูรับแสงที่กล้องเลือกให้ เนื่องจากว่าพิสัยของรูรับแสงแคบสุด ไม่มากนัก และค่าความไวแสงก็ไม่ค่อยต่ำมาก คือที่ ISO 100 เป็นมาตราฐาน โหมดแมนนวล MANUAL หรือ M ถ้าว่าเป็นโหมดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงเพราะค่าการเปิดรับแสงไม่ว่าจะเป็นความเร็วชัตเตอร์หรือรับรูแสง จะถูกกำหนดโดยผู้ถ่ายเท่านั้น กล้องจะไม่มีการเลือกค่าใด ๆ ให้เลย โดยผู้ใช้สามรถดูการวัดแสงจากสเกลวัดแสงที่กล้องมาให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบว่าเป็นรูปแบบใด บางรุ่นเป็นบาสเกล บางรุ่นออกแบบโดยใช้ความมืดสว่างของจอ LCD มอนิเตอร์โดยไม่มีสเกลวัดแสงแสดง ข้อดีของโหมดนี้ก็คือ ผู้ใช้สามารถปรับค่าต่าง ๆ ได้ตามต้องการและใช้ฝึกทำความเข้าใจของการถ่ายภาพ ได้ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลของความเร็วชัตเตอร์ หรือผลของรูรับแสง แต่แสงเปลี่ยนไปก็ต้องทำการวัดแสงใหม่ทุกภาพเป็นโหมดที่เหมาะกับผู้ที่มีความชำนาญในการถ่ายภาพแล้ว หรือเหมาะกับผู้ที่มีความตั้งใจฝึกฝนถ่ายภาพจริงจัง สำหรับกล้องดิจิตอลหลาย ๆ รุ่นโหมดจะปรับได้เฉพาะความเร็วชัตเตอร์

      ส่วนรูรับแสงจะปรับเลือกไม่ได้หากต้องการใช้รูรับแสงใดต้องปรับเลือกไม่ได้ หากต้องการใช้รูรับแสงใดต้องปรับไปที่โหมด M กล้องก็จะล็อครูรับแสงนั้นไว้ซึ่งถือว่าค่อนข้างยุ่งยากในการใช้งานพอสมควร ส่วนกล้องบางรุ่นก็ใช้การปรับตัวค่ารูรับแสงแบบโหมด A คือได้เพียง 2 ค่า คือกว้างสุดและแคบสุด เท่าที่เคยลองมามีของ OLYMPUS ทุกรุ่นที่สามารถปรับเลือกได้ละเอียดทั้งรูรับแสงและความเร็วชุตเตอร์โดยใช้เป็น MULTISELECTOR .ในการปรับเลือก เช่น บน - ลาง เป็นการปรับเพิ่ม - ลด ความเร็วชัตเตอร์และซ้าย - ขวา เป็นการปรับ ลด - เพิ่ม ขนาดรูรับแสง โหมด BULB หรือ LT (LONG TIME EXPOSURG) เป็นโหมดเฉพาะของการถ่ายภาพ ที่ต้องการเปิดรับแสงเป็นเวลานานกว่าความเร็วชัตเตอร์ต่ำสุด คือ 1 วินาที แต่ต้องการถ่ายภาพที่ใช้เวลานานกว่า เช่น 15 วินาทีก็สามารถใช้โหมด BULB หรือ LT ได้ซึ่งกล้องบางรุ่นสามารถปรับเลือกใช้โหมดนี้ได้จากแป้นควบคุมบนตัวกล้องบางรุ่นสามารถปรับเลือกใช้โหมดนี้ได้จากแป็นควบคุมบนตัวกล้องบางรุ่นก็เลือกจากเมนู หากเทียบกับกล้องใช้ฟิล์มโหมด BULB หรือ LT ของกล้องดิจิตอลจะมีข้อจำกัดของเวลามากกว่าส่วนมากจะทำได้ไม่เกิน 1 นาที เพราะจะมีผลต่อการเกิด NOISE ค่อนข้างมากโหมดนี้จึงเหมาะกับการใช้งานเฉพาะภาพบางภาพอย่างเท่านั้น เช่นภาพทิวทัศน์ในเมืองเวลากลางวัน หรือการถ่ายภาพในที่แสงน้อยมาก ๆ โดยไม่ต้องการใช้แฟลชเป็นต้น การใช้โหมด BULB จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวังและที่สำคัญ กล้องต้องนิ่งตลอด เวลาตั้ ท งแต่ เริ่มกดปุ่มชัตเตอร์ไปจนสุดจึงครวใช้ร่วมกับขาตัวกล้องและรีโมทคอนโทรลเสมอ จึงจะได้ภาพที่คมชัดและที่ต้องไม่ลืมคือโหมดแมนนวลอย่างหนึ่งและส่วนมากกล้องจะไม่วัดแสงผู้ใช้จึงต้องอาศัยปปประสบการณ์ในการปประเมินค่าแสงเองอย่างไรก็ตามสำหรับกล้องดิจิตอลแล้ว การประเมินค่าแสงไม่ใช่เรื่องยาก……เพราะเห็นผลได้ทันทีจากจอมอนิเตอร์

+ + + + + + + + + +
ที่มาของบทความจาก
http://www.suriyafotodigital.in.th/
 ขอขอบคุณมากนะคะ >__<

 



Posted by Moo_au on Sep 5, '06 4:16 AM for everyone

Tokina AF 80-200mm f2.8 New AT-X Pro

เลนส์ Tele ซูมคุณภาพสูง ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 17 ชิ้นจัดกลุ่ม 11 กลุ่ม พร้อมชิ้นเลนส์พิเศษ SD (Super Low Dispersion) โฟกัสใกล้สุด 1.8 เมตร ระบบโฟกัสพิเศษความเร็วสูง ปรับโฟกัสแบบภายในตัวเลนส์ทำให้ไม่มีปัญหากับการใช้ Filter C-PL ตัวเลนส์ทำจากโลหะ พร้อมคอลล่าสำหรับติดกับขาตั้ง

เมาส์ Nikon

 

 

Tokina Lens 12-24mm f4 AT-X 124 Pro DX
เลนส์รุ่นล่าสุดจากค่าย Tokina ออกแบบสำหรับกล้อง Digital โดยเฉพาะ มีชิ้นเลนส์พิเศษ Aspherical และ Super Low Dispersion ตัวเลนส์ปรับโฟกัสแบบ Internal Focus ขนาดรูรับแสงกว้างสุด f4 ตลอดช่วงซูม ชิ้นเลนส์ 13 ชิ้น จัดกลุ่ม 11 กลุ่มชิ้นเลนส์ ถ่ายภาพมาโครกำลังขยาย 1:8 หน้าเลนส์ขนาด 77mm

 

 

Tokina Lens 100mm f2.8 AT-X 100 PRO D
เลนส์มาโครกำลังขยาย 1:1 ชิ้นเลนส์ multi-coating ออกแบบเฉพาะสำหรับ CCD และ CMOS ตัวเลนส์มีปุ่ม และวงแหวนปรับขนาดใหญ่ ช่วยให้ปรับได้สะดวก หน้าเลนส์ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีปัญหาในการใช้งานคู่กับ ring flash หรือ filter พิเศษ ชิ้นเลนส์ 9 ชิ้นจัดเป็น 8 กลุ่มเลนส์ ระยะโฟกัสใกล้สุด 30cm

 

Tokina Lens 28-80mm f2.8 AT-X 280 AF PRO
เลนส์น้ำหนักเบา ทนทานต่อทุกสภาพการ์ณใช้งาน ตัวเลนส์ทำจาก duraluminum alloy หุ้มด้วยวัสดุผสมพิเศษน้ำหนักเบา แต่ทนทาน ชิ้นเลนส์พิเศษ SD (Super Low Dispersion) ช่วยให้ภาพคมขึ้น พร้อมชิ้นเลนส์ Aspherical ถ่ายภาพระยะใกล้สุด 50cm กำลังขยาย 1:5 ชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น จัดเป็น 12 กลุ่ม Filter 77mm

 

Tokina Lens 28-70mm f2.8 AT-X 287 AF PRO SV
ตัวเลนส์ทำจากวัสดุผสมพิเศษน้ำหนักเบา รูรับแสง f2.8 ตลอดช่วง โฟกัสภายในตัวเลนส์ ทำให้โฟกัสได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีเสียงรบกวน Coate ชิ้นเลนส์แบบ Multi-layer ป้องกันการแฟร์ของภาพ ชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น จัด 12 กลุ่มเลนส์ ระยะโฟกัสใกล้สุด 0.7m หน้าเลนส์ขนาด 77mm

 


Posted by Moo_au on Sep 4, '06 6:46 AM for everyone

Sigma 17-70mm F2.8-4.5 DC MACRO
เลนส์ออกแบบเฉพาะสำหรับกล้องดิจิตอล โฟกัสใกล้สุดเพียง 20cm กำลังขยาย 1:2.3 ระบบ Coating Lens Multi Layer แบบใหม่ช่วยลดแสง Flare และ Ghosting ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 15 ชิ้น จัด 12 กลุ่มเลนส์ พร้อมชิ้นเลนส์ Aspherical และ SLD ฃ่วยให้ได้สีที่แม่นยำ (Canon/Nikon)

 

 

Sigma 70-200mm F2.8 APO EX DG HSM
เลนส์ Tele รูรับแสงกว้าง 2.8 ค่าเดียวตลอดช่วง ช่วยให้ถ่ายภาพได้สะดวกขึ้นในสภาพแสงน้อย หรือการถ่ายภาพบุคคลให้ฉากหลังเบลอ ตัวเลนส์ coating แบบใหม่ ช่วยลด Ghost และ Flare ชิ้นเลนส์พิเศษ SLD glass ให้ภาพคุณภาพสูงที่สวยสมจริง หาโฟกัสด้วยระบบ Silent high-speed AF พร้อม HSM ทำให้โฟกัสภาพได้อย่างรวดเร็ว ระบบโฟกัส และซูมภายในตัวเลนส์ทำให้เลนส์ไม่มีการยืดออกมา

 

 

Sigma 24-70mm F2.8 EX DG MACRO

เลนส์ normal รูรับแสง f2.8 ตลอดช่วงมีชิ้นเลนส์พิเศษ Aspherical พร้อมชิ้นเลนส์ Special Low Dispersion (SLD) ถึง 2 ชิ้น เพื่อคุณภาพสูงสุดของภาพ เคลือบผิวชิ้นเลนส์แบบ Super Multi Layer Coating

Lens Construction

14 Elements in 13 Groups

Angle of View 84.1 -34.3 degrees
Number of Diaphragm Blades 9 Blades
Minimum Aperture F32
Minimum Focusing Distance 40cm / 15.7 in.
Maximum Magnification 1:3.8
Filter Size Diameter 82 mm
Dimensions

Diameter 88.6mm X Length 115.5mm

Weight 715g

 

 

Sigma 70-300mm f4-5.6 APO DG MACRO


เลนส์ซูมคุณภาพสูงรุ่นล่าสุดจากค่าย Sigma ออกแบบสำหรับกล้อง Digital SLR โดยเฉพาะ ตัวเลนส์ประกอบด้วย ชิ้นเลนส์ APO แก้ความคลาดเคลื่อนของสี ชิ้นเลนส์ SLD (Special Low Dispersion) จำนวน 2 ชิ้น Coat ชิ้นเลนส์ระบบใหม่ช่วยลดแสง flare สามารถถ่ายมาโครได้ที่กำลังขยาย 1:2

Lens Construction

14 Elements in 10 Groups

Angle of View 34.3 - 8.2 degrees
Number of Diaphragm Blades 9 Blades
Minimum Aperture F22
Minimum Focusing Distance 150cm / 95cm(Macro mode)
Maximum Magnification 1:4.1 / 1:2(Macro mode)
Filter Size Diameter 58mm
Dimensions Diameter 76.6mm X Length 122mm
Weight 550g

 

Sigma 55-200mm f4-5.6 DC


เลนส์สำหรับกล้อง Olympus ในระบบ FourThirds ชิ้นเลนส์ Super Multi Coating ออกแบบเฉพาะสำหรับกล้อง Digital SLR ช่วยลด flare และ ghosting ตัวเลนส์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา

Lens Construction

12 Elements in 9 Groups

Angle of View 25.5 - 7.1 degrees (SD format)
Number of Diaphragm Blades 8 Blades
Minimum Aperture F22
Minimum Focusing Distance 110cm/43.3 in.
Maximum Magnification 1:4.5
Filter Size Diameter 55mm
Dimensions Diameter 71.5mm X Length 87.1mm
2.8 in. X 3.4 in.
Weight 310g/10.9 oz.

 

 

Sigma 18-200mm f3.5-6.3 DC
(Canon/Nikon) 1/02/06


เลนส์ครอบคลุมทุกความต้องการของการถ่ายภาพ ออกแบบเป็นพิเศษเพื่อใช้งานกับกล้อง Digital SLR ตัวเลนส์มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา แต่แข็งแรง Mount เลนส์เป็นโลหะ ระยะโฟกัสใกล้สุดเพียง 45cm

Lens Construction

15 Elements in 13 Groups

Angle of View 69.3 - 7.1 degrees
Number of Diaphragm Blades 7 Blades
Minimum Aperture F22
Minimum Focusing Distance 45cm / 17.7 inches
Maximum Magnification 1:4.4
Filter Size Diameter 62mm
Lens Hood Petal Hood
Dimensions Diameter 70mm X Length 78.1mm
2.8 inches x 3.1 inches
Weight 405g / 14.4 oz.

 

 

 

Sigma APO MACRO 150mm f2.8 EX DG HSM

Lens Construction

16 Elements in 12 Groups

Angle of View 16.4 degrees
Number of Diaphragm Blades 9 Blades
Minimum Aperture F22
Minimum Focusing Distance 38cm
Maximum Magnification 1:1
Filter Size Diameter 72mm
Dimensions Diameter 79.6mm X Length 137mm
Weight 895g

 

 

 

Sigma 10-20mm f4-5.6 EX DC HSM
(Canon/Nikon) 1/02/06

Lens Construction

14 Elements in 10 Groups

Angle of View 102.4 - 63.8 degrees
Number of Diaphragm Blades 6 Blades
Minimum Aperture F22
Minimum Focusing Distance 24cm / 9.4 inches
Maximum Magnification 1:6.7
Filter Size Diameter 77mm
Lens Hood Petal Hood
Dimensions Diameter 83.5mm X Length 81mm
3.3 inches x 3.2 inches

 

 


Posted by Moo_au on Sep 1, '06 12:19 AM for everyone

ด้วยความที่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกล้องเท่าไร ... เลยไม่สามารถเขียนอะไรให้เพื่อนๆ อ่านเองได้ เลยเอาข้อความ หรืออะไรที่เราสนใจ มาให้เพื่อนๆ ดู แทนแระกาน ^ ^
+ + + + + + + + + + + + + + + + + + + +
Olympus Lens

Olympus MF-1
Lens Adapter สำหรับแปลงเลนส์ Olympus OM เมาส์มาใช้กับกล้องระบบ Four Thirds ทำงานได้ในโหมด A และ M สามารถวัดแสงได้

 

Olympus Zuiko 18-180mm f/3.5-6.3
เลนส์ตัวเดียวเที่ยวทั่วไทยจากค่าย Olympus เทียบเท่าเลนส์ 36-360mm ชิ้นเลนส์ 15 ชั้นจัด 13 กลุ่มเลนส์ พร้อมเลนส์ ED glass 2 ชิ้น และเลนส์ aspherical glass 2 ชิ้น ช่วยให้ได้ภาพที่สวยสมจริง ถ่ายภาพได้ใกล้สุด 45cm น้ำหนักเลนส์เพียง 435 กรัม

 

Olympus Zuiko 35mm f/3.5 Macro
Lens สำหรับกล้อง Olympus ดิจิตอลที่เป็นระบบ Four Thirds ทุกรุ่น เทียบเท่าเลนส์ 70mm กำลังขยายถึง 2:1 เมื่อเทียบกับฟิลม์ 35mm ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 6 ชิ้น จัดกลุ่มเป็น 6 กลุ่ม น้ำหนักเพียง 165 กรัม

 

 

Olympus Zuiko 50mm f/2.0 Macro ED
สำหรับกล้อง Olympus ดิจิตอลที่เป็นระบบ Four Thirds ทุกรุ่น เทียบเท่าเลนส์ 100mm กำลังขยาย 1:1 ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 11 ชิ้น 10 กลุ่ม พร้อมชิ้นเลนส์ ED 1 ชิ้น หน้าเลนส์ขนาด 52mm

 

 

Olympus Zuiko 7-14mm f/4
Zoom Lens สำหรับกล้อง Olympus ดิจิตอลที่เป็นระบบ Four Thirds ทุกรุ่น เทียบเท่าเลนส์ 14-28mm ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 18 ชิ้น จัดกลุ่มเป็น 12 กลุ่ม ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ ED Glass Aspherical, ED Lens และ Super ED Lenses ขนาดหน้าเลนส์ 87mm

 

 

Olympus Zuiko 11-22mm f/2.8-3.5
เลนส์ wide คุณภาพสูง เทียบเท่าฃ่วงเลนส์ 22-44mm สามารถถ่ายภาพใกล้สุดเพียง 28cm ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 12 ชิ้นจัดกลุ่มเลนส์ 10 กลุ่ม พร้อมชิ้นเลนส์ aspherical 2 ชิ้น ฟิลเตอร์ขนาด 72mm

 

 

Olympus Zuiko 14-54mm f/2.8-3.5
เลนส์ช่วงมาตรฐานเกรดโปร ตัวเลนส์ทำจากโลหะ พร้อมระบบ Splash Proof Pro lens ป้องกันละอองน้ำ เทียบเท่าช่วงเลนส์ 28-108mm ชิ้นเลนส์ 15 ชิ้น จัดกลุ่มเลนส์ 11 กลุ่มพร้อมชิ้นเลนส์ aspherical ถึง 3 ขิ้น หน้าเลนส์ขนาด 67mm

 

Olympus Zuiko 40-150mm f/3.5-4.5
Zoom Lens สำหรับกล้อง Olympus ดิจิตอลที่เป็นระบบ Four Thirds ทุกรุ่น เทียบเท่าเลนส์ 80-300mm ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 13 ชิ้น จัดกลุ่มเป็น 10 กลุ่ม ระยะโฟกัสใกล้สุด 1.5 เมตร ขนาดหน้าเลนส์ 58mm ตัวเลนส์ Made in Japan

 

 

Olympus Zuiko 50-200mm f/2.8-3.5 ED
สำหรับกล้อง Olympus ดิจิตอลที่เป็นระบบ Four Thirds ทุกรุ่น เทียบเท่าเลนส์ 100-400mm เลนส์เกรด Pro คุณภาพสูง น้ำหนักเบา ชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น พร้อมชิ้นเลนส์ ED 3 ชิ้น

 


Posted by Moo_au on Sep 1, '06 12:10 AM for everyone

อิอิ ... เห็นเค้าพูดกันเรา ก็ม่ารู้จัก ในที่สุดก็หาเจอแล้ววว เลยเอามาฝากเพื่อนๆ จ้า ... ใครที่รู้แล้ว ม่าว่ากันนะจ้า ^ ^

+ + + + + + + + +

Resolution คือ ความละเอียดในการแสดงผลของภาพ โดยจะกำหนดเป็น เมกะพิกเซล ยิ่งมีค่ามากก็จะยิ่งมีความละเอียดสูง

ความละเอียดของภาพ คือ ขนาดของภาพนั่นแหละครับ ก็กำหนดเป็นตัวเลขคูณกัน เหมือนหน้าจอคอมพ์นั่นแหละครับ เช่น 640 x 480 (บางแห่งจะใช้ว่า VGA) 1072 x 468 1792 x 1344 2560x1920
+ + + + + + + + +

ความละเอียด CCD CCD คือ ตัวรับภาพมีหน้าที่เหมือนกับ ฟิล์มของกล้องถ่ายรูปทั่วไป ทำหน้าที่แปลงข้อมูลแสง (Optical Image) ให้เป็น ข้อมูลเชิงตัวเลข (Digitized Image) CCD ยิ่งมีความละเอียดมากก็จะยิ่งเก็บค่าสี ความคม ความอิ่ม ของสีได้มาก และเป็นธรรมชาติ ได้สีที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ค่านี้เป็นค่าที่สำคัญมาก สำหรับคนที่ทำงานสิ่งพิมพ์ เพราะถ้าหาก CCD ไม่ละเอียดสีที่ได้อาจจะเพี้ยน ไม่เหมือนกับสีที่ได้จากการสแกนสไลด์ด้วยดรัมสแกน
+ + + + + + + + +


White Balance คือฟังก์ชั่นในการปรับแสงของกล้องเพื่อให้เหมาะสมกับภาพที่มีแสงต่าง ๆ เหมือนกับการใส่ Filter ของกล้อง SLR (ไม่เหมือน filter ใน Photoshop นะครับ) ผมจะขออธิบายถึงเรื่องแสงก่อนนะครับ คุณเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเวลาเย็นท้องฟ้าใกล้ ๆ พื้น จึงออกเป็นสีแดงหรือสีส้ม (ห้ามตอบว่าเป็นเพราะดวงอาทิตย์ใกล้จะตกน้ำนะครับ เดี๋ยวเด็กมันขำกลิ้ง) และทำไมเวลาสาย ๆ ถึงบ่าย ๆ ท้องฟ้าจึงเป็นสีฟ้า นั่นเป็นเพราะว่า อุณหภูมิของบรรยากาศครับ ในเวลาเย็นแสงจะเป็นสีแดง เพราะอุณหภูมิของบรรยากาศจะต่ำลง(ซึ่งสัมพันธ์กับความถี่ของแสง) ทำให้แสง (ซึ่งเป็นสีขาว) ปล่อยสเปกตรัมที่เป็นสีแดงซึ่งเป็นรังสีคลื่นยาวออกมามากกว่าสีอื่น ส่วนเวลากลางวันก็เช่นกัน เนื่องจากพระอาทิตย์ส่งรังสีความร้อนมามาก (เนื่องจากโลกหันส่วนที่เป็นกลางวันเข้ารับรังสีจากดวงอาทิตย์เต็ม ๆ ) แสงสีขาวก็เลยปล่อยสเปกตรัมที่เป็นสีฟ้าหรือ น้ำเงินซึ่งเป็นรังสีคลื่นสั้น ออกมามากหน่อย แล้วตาของคนเนี่ย ประสิทธิภาพมันดีกว่ากล้องที่ไฮเทคที่สุดในโลกหลายร้อยล้านเท่านัก จึงรับสีจากธรรมชาติได้มากกว่า แต่กล้องนั้นไม่ครับ เวลาเย็นมันจะรับแสงสีแดงมามากเป็นพิเศษ เวลากลางวันก็จะรับแสงสีฟ้ามามากเกิน จึงต้องมีระบบ White Balance มาช่วยทำให้ค่าของแสงนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเราถ่ายภาพที่มีแสงสีแดงมาก ๆ กล้องก็จะชดเชยแสงสีฟ้าให้เรา ทำให้ภาพไม่ออกมาแดง หรือ ส้มมากเกินไป ในกรณีของสีฟ้าก็เช่นเดียวกันครับ ที่ยกตัวอย่างนี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งในการใช้งาน White Balance เท่านั้นนะครับ จริง ๆ แล้วยังนำไปใช้ถ่ายภาพที่มีแสงไฟประเภทอื่น ๆ ได้อีกด้วย
+ + + + + + + + +


Optical Zoom และ Digital Zoom ทั้งคู่คือระบบการซูมภาพของกล้องครับ โดย Optical Zoom เป็นความสามารถในการซูมของเลนส์อันนี้ซูมแล้วภาพยังชัดอยู่ เวลาใช้งานก็จะเห็นเลนส์ของกล้องเลื่อนเข้าเลื่อนออกไปมา ส่วน Digital Zoom เป็นการขยายภาพของซอฟท์แวร์ภายในเครื่อง อันนี้ซูมมาก ๆ แล้วภาพจะเบลอ (เหมือนกับการใช้เครื่องมือ แว่นขยายใน Photoshop ขยายภาพนั่นแหะครับ)
+ + + + + + + + +


PC Camera ก็คือ กล้อง Web Cam นั่นแหละครับ แต่ส่วนใหญ่จะเอาไว้เรียกฟังก์ชั่น Web Cam ของกล้องดิจิตอล เช่น "กล้องดิจิตอลตัวนี้ สามารถเป็น PC Camera ได้ด้วย"
+ + + + + + + + +

Storage มีสองความหมายครับ ความหมายแรกคือ ตัวการ์ดที่ใช้เก็บไฟล์ภาพที่ถ่าย อีกความหมายนึงจะใช้เวลาเราโหลดภาพเข้า PC เครื่อง PC ของเราจะมองกล้องตัวนั้นเป็น Removable Drive หรือ Storage ครับ
+ + + + + + + + +

CF ย่อมาจาก Compact Flash ซึ่งเป็นสื่อบันทึกข้อมูลชนิดหนึ่ง มีสองรุ่น คือ Type I และ II สำหรับ Type I จะมีความจุสูงสุด 256 MB , Type II จะมีความจุสูงสุด 448 MB
+ + + + + + + + +

Memory Stick อันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เป็นสื่อบันทึกข้อมูลของค่ายโซนี่เขาครับ ใช้กับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของโซนี่ ไม่ว่าจะเป็น กล้องดิจิตอล , กล้องวีดีโอดิจิตอล , เครื่องปาล์ม และอื่น ๆ อีกมากมายครับ
+ + + + + + + + +

Smart Media นี่เป็นสื่อบันทึกข้อมูลอีกชนิดหนึ่งเหมือนกัน มีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ ความจุสูงสุดตอนนี้อยู่ที่ 128 MB + + + + + + + + +


Microdrive สื่อบันทึกข้อมูลชนิดความจุสูง ปัจจุบันสามารถใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้หน่วยความจำแบบ Compact Flash Type II ได้ มีความจุตั้งแต่ 1 GB ขึ้นไป
+ + + + + + + + +

MMC หรือ Multimedia Card สื่อบันทึกข้อมูลแบบใหม่ ใช้ได้กับอุปกรณ์หลายชนิดเช่น PDA , โทรศัพท์มือถือ , กล้องดิจิตอล และเครื่องเล่น MP3
+ + + + + + + + +

SD Card หรือ Secure Digital Card เป็นสื่อบันทึกข้อมูลแบบใหม่อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นผลงานการร่วมพัฒนาโดยบริษัท Mutsushita Electronic Industrial , Toshiba และ Sandisk พิเศษตรงที่มีเทคโนโลยีในการป้องกันลิขสิทธิ์ ในปัจจุบันมีความจุสูงสุด 128 MB
+ + + + + + + + +

SLR อันนี้เป็นศัพท์ของวงการกล้องครับ ย่อมาจาก Single Lens Reflect หมายถึงกล้องที่มีเลนส์ใหญ่ ๆ ปรับซูมได้ มีฟังก์ชั่นในการปรับแต่งมากมาย เรียกว่า เป็นกล้องระดับมืออาชีพก็ได้ ที่ต้องเอ่ยถึงเพราะเดี๋ยวนี้เริ่มมีกล้องดิจิตอลชนิด SLR ออกมาจำหน่ายแล้ว เช่น Olympus Camedia E-20P Digital SLR
+ + + + + + + + +


ISO ไม่ใช่มาตรฐาน ISO นะครับ คนละตัวกัน อันนี้หมายถึงความไวแสงครับ ก็มีหลายโหมดเช่น 80 ,100 , 200 ,400 เหมือนฟิล์มแหละครับ
+ + + + + + + + +


TIFF เป็นไฟล์ภาพชนิดหนึ่งที่กล้องบางรุ่นสามารถบันทึกได้ (โดยมากจะเซฟเป็น JPG ) ไฟล์ TIFF นี้นิยมที่จะนำไปใช้ในงานพิมพ์ เพราะเก็บค่าสีได้มากและถูก
+ + + + + + + + +


ที่มาของบทความ : http://www.bupix.net/webboard/index.php?topic=37.0 ขอบคุณมากนะค๊า


Posted by Moo_au on Aug 31, '06 2:22 AM for everyone

Nikon Lens

 

Fisheye-Nikkor 10.5mm f/2.8G ED
ตัวเลนส์ออกแบบพิเศษสำหรับกล้อง D-SLR โดยเฉพาะ ให้ภาพ Full-frame fisheye ด้วยองศาการรับภาพ 180 องศา ชิ้นเลนส์คุณภาพสูง ED โฟกัสใกล้สุดเพียง 14cm สามารถใช้โปรแกรมแต่งภาพของนิคอนปรับภาพให้ไม่มีความบิดเบือนของภาพได้

 

Nikkor 24mm f/2.8D
ระบบ Close-Range Correction (CRC) พร้อมโคลท์ชิ้นเลนส์แบบ Nikon Super Integrated Coating ลดแสง flare และ ghost ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 9 ชิ้นจัดกลุ่ม 9 กลุ่ม ขนาดหน้าเลนส์ 52mm

 

Nikkor 50mm f/1.8D AF
เลนส์คุณภาพสูงราคาไม่แพง เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลเมื่อใช้งานร่วมกับกล้องดิจิตอล ชิ้นเลนส์ 6 ชิ้นจัดกลุ่ม 5 กลุ่มเลนส์ เคลือบผิวแบบ Multi-layer ช่วยลด flare และ ghosting ชิ้น Diaphragm 7 ชิ้น ขนาดฟิลเตอร์ 52mm

 

์Nikkor 50mm f/1.4D AF
เลนส์คุณภาพระดับโปร เหมาะสำหรับการถ่ายภาพบุคคลเมื่อใช้งานร่วมกับกล้องดิจิตอล ออกแบบเพื่อให้ได้ Distortion-free ทำให้ภาพไม่มีการโค้งงอ ฟิลเตอร์ขนาด 52mm

 

 

Nikkor 60mm f/2.8D
เลนส์มาโครสำหรับกล้อง D-SLR ถ่ายภาพใกล้สุดเพียง 22cm โฟกัสแม่นยำทั้งระยะใกล้และระยะไกลด้วยระบบ Close-Range Correction (CRC) พร้อมโคลท์ชิ้นเลนส์แบบ Nikon Super Integrated Coating ลดแสง flare และ ghost ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 8 ชิ้นจัดกลุ่ม 7 กลุ่ม ขนาดหน้าเลนส์ 62mm

 

 

Nikkor 85mm f1.8 AF D
เลนส์สำหรับการถ่ายภาพบุคคล ระบบโฟกัสรวดเร็วด้วยการโฟกัสเลนส์ชิ้นหลัง รูรับแสงกว้างทำให้ฉากหลังเบลอ ตัวเลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 6 ชิ้น ถ่ายภาพใกล้สุด 3 ฟุต ขนาดหน้าเลนส์ 62mm

 

 

Nikkor 105mm f/2.8D AF Micro
เลนส์ Medium telephoto Micro สำหรับถ่ายภาพ portrait หรืองานมาโคร ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 9 ชิ้น จัดกลุ่ม 8 กลุ่มเลนส์ โฟกัสใกล้สุดเพียง 30cm ฟิลเตอร์ขนาด 52mm

 

 

Nikkor 12-24mm f/4G ED-IF AF-S DX Zoom
ตัวเลนส์ขับเคลื่อนด้วย Silent Wave Motor ความเร็วสูง ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ Extra-Low Dispersion (ED) glass 2 ชิ้น ช่วยลดปัญหา chromatic aberration พร้อมชิ้นเลนส์ Aspherical lens element ลดอาการ distortion 3 ชิ้น โฟกัสแบบ Internal Focusing (IF) เลนส์ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 11 ชิ้น จัดเป็น 7 กลุ่มเลนส์ ขนาดฟิลเตอร์ 77mm

 

 

Nikkor 17-55mm f/2.8G ED-IF AF-S DX Zoom
เลนส์ช่วง Normal คุณภาพสูงยอดนิยมสำหรับกล้อง D-SLR ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ Extra-Low Dispersion (ED) glass 3 ชิ้น ช่วยลดปัญหา chromatic aberration พร้อมชิ้นเลนส์ Aspherical lens element ลดอาการ distortion 3 ชิ้นขับเคลื่อนด้วย Silent Wave Motor ความเร็วสูง ระบบ Nikon D-type สำหรับส่งข้อมูลระยะโฟกัส และแสงแฟลชให้กับตัวกล้อง ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 14 ชิ้น จัดเป็น 10 กลุ่มเลนส์ ขนาดฟิลเตอร์ 77mm

 

 

Nikkor 24-120mm f/3.5-5.6G ED-IF AF-S VR Zoom
เลนส์ wide-angle zoom ของ Nikon ตัวแรกที่มีระบบ Vibration Reduction (VR) ป้องกันภาพสั่นไหว ชิ้นเลนส์ 15 ชิ้น จัดกลุ่มเลนส์ 13 กลุ่ม พร้อม 2 ชิ้นเลนส์ Extra-Low Dispersion (ED) ลด chromatic aberration ชิ้นเลนส์ Aspherical สองชิ้น ลด distortion ขับเคลื่อนชิ้นเลนส์ด้วย Silent Wave Motor ทำให้กล้องโฟกัสได้อย่างรวดเร็วไรเสียงรบกวน ปรับ Internal Focusing (IF) ตัวเลนส์ไม่ยืดออกมาขณะโฟกัส รูรับแสงกลมทิ้งฉากหลังได้อย่างนุ่มนวล ฟิลเตอร์ขนาด 72mm

 

 

Nikkor 55-200mm f/4-5.6G ED AF-S DX Zoom
เลนส์ Tele สำหรับต่อช่วงเลนส์ Kit ขับเคลื่อนด้วย Silent Wave Motor (SWM) ความเร็วสูงน้ำหนักเบา ชิ้นเลนส์ Nikon Super Integrated Coating ลด ghosting และ flare ช่วยเพิ่ม contrast และสีสดใสของภาพ ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ ED glass 2 ชิ้น ลด chromatic aberration ขนาดฟิลเตอร์ 52mm

 

Nikkor 80-200mm f/2.8D ED AF Zoom
เลนส์ค่ารูรับแสงเดียว f2.8 ตลอดช่วงซูม ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 16 ชิ้น จัด 11 กลุ่มเลนส์ พร้อมชิ้นเลนส์พิเศษ Extra-Low Dispersion (ED) ถึง 3 ชิ้นช่วยลด chromatic aberration ของภาพ ขนาดฟิลเตอร์ 77mm

 

Nikkor 70-200mm f/2.8G ED-IF AF-S VR Zoom
เลนส์ Telephoto เกรดโปร ขับเคลื่อนชิ้นเลนส์ด้วยระบบ Silent Wave Motor ชนิดพิเศษ ช่วยให้เลนส์ทำการโฟกัสได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และเงียบสุด ๆ พร้อมระบบ VR ป้องกันภาพสั่นไหว สามารถลดความเร็วชัตเตอร์ลงไปได้ถึง 3 สตอป ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 21 ขิ้น จัดกลุ่ม 15 กลุ่มเลนส์ พร้อมชิ้นเลนส์พิเศษ Extra-Low Dispersion (ED) ถึง 5 ชิ้นช่วยลด chromatic aberration ของภาพ ระบบ Internal Focusing (IF) ไม่มีการยืดเลนส์ขณะโฟกัส diaphragm กลมช่วยทิ้งฉากหลัง เคลือบผิวเลนส์แบบ High-performance Nikon Super Intergrated Coating เพิ่มสีสรรให้กับภาพ ช่วยลด ghost และ flare หน้าเลนส์ขนาด 77mm

 

Nikkor 80-400mm f/4.5-5.6D ED VR AF Zoom
ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ 17 ชิ้น จัดกลุ่มเลนส์ 11 กลุ่ม พร้อมชิ้นเลนส์พิเศษ Extra-Low Dispersion (ED) ถึง 3 ชิ้นช่วยลด chromatic aberration ของภาพ ระบบ VR (Vibration Reduction) ป้องกันภาพสั่นไหว 2 โหมด ทำงานอัตโนมัติขณะแพนกล้อง สามารถลดความเร็วชัตเตอร์ได้ถึง 3 สตอป หน้าเลนส์ไม่หมุนขณะซูม

Posted by Moo_au on Aug 31, '06 12:48 AM for everyone

กฎสามส่วน (Rule of Third)

การจัดวางตำแหน่งหลักของภาพถ่าย เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สามารถทำให้เกิดผลทางด้านแนวความคิด และความรู้สึกได้ การวางตำแหน่งที่เหมาะสมของจุดสนใจในภาพ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ และที่นิยมกันโดยทั่วไปคือ “กฎสามส่วน”


 กฎสามส่วนกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าภาพจะอยู่แนวตั้งหรือแนวนอนก็ตาม หากเราแบ่งภาพนั้นออกเป็นสามส่วน ทั้งตามแนวตั้งและแนวนอน แล้วลากเส้นแบ่งภาพทั้งสามเส่น จะเกิดจุดตัดกันทั้งหมด 4 จุด ซึ่งจุดตัดของเส้นทั้งสี่นี้ เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการจัดวางวัตถุที่ต้องการเน้นให้เป็นจุดเด่นหลัก ส่วนรายละเอียดอื่นๆนั้น เป็นส่วนสำคัญที่รองลงมา



การจัดวางตำแหน่งจุดเด่นหลักไม่จำเป็นจะต้องจำกัดมากนัก อาจถือเอาบริเวณใกล้เคียงทั้ง สี่จุดนี้



จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าจุดสนใจจะอยู่บริเวณจุดตัด ทำให้ภาพดูสมบูรณ์



ในรูปแนวตั้งก็เช่นเดียวกัน



หรือจะจัดในตำแหน่งที่ใกล้เคียงก็ได้

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แนวเส้นแบ่ง 3 เส้นนี้ เป็นแนวในการจัดสัดส่วนภาพก็ได้อย่างการจัดวางเส้นขอบฟ้าให้อยู่ในแนวเส้นแบ่ง โดยให้ส่วนพื้นดินและท้องฟ้าอยู่ในอัตราส่วน 3:1 หรือ 1:3 แต่ไม่ควรแบ่ง 1: 1




จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า อัตราส่วนระหว่างพื้นดินกับท้องฟ้าเป็น 1:3 นอกจากนี้ตำแหน่งจุดสนใจยังอยู่ที่บริเวณจุดตัด ทำให้ภาพดูสมบูรณ์ และน่าสนใจยิ่งขึ้น และเรายังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดองค์ประกอบภาพอื่นๆ โดยใช้หลักการเดียวกัน
 
ที่มาจาก : http://www.bupix.net/webboard/index.php?topic=8.0


Pages:12